Apple S History

Steve Jobs และ Steve Wozniak 2ใน 20 คนที่ออกจากวิทยาลัยและก่อตั้ง Apple Computer ในวันที่ 1 เมษายน 1976 บริษัทอยู่ที่โรงรถของครอบครัว Jobs ใน Los Altos ที่ California พวกเขาได้สร้าง Computer Circuit Board และตั้งชื่อว่า Apple I ในระยะเวลาหลายเดือนพวกเขาผลิตได้ 200 เครื่องและมีผู้ร่วมทุนรายใหม่คือ “ Mike “ ซึ่งเป็นคนที่มีเงินทุนและประสบการณ์ทางธุรกิจ เป้าหมายของ Jobs คือ ผลิตคอมพิวเตอร์ที่ง่ายต่อการใช้งาน จากนั้นเขาได้ผลิต Apple II ในปี 1978 นับเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ซึ่งทำให้อุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์มียอดขายมากกว่า 1,000 ล้านเหรียญต่อปีภายในระยะเวลาน้อยกว่า 3 ปีApple เป็นผู้นำตลาดอย่างรวดเร็ว Apple II มียอดขายมากกว่า 100,000 เครื่องในปลายปี 1980 และในเดือนธันวาคมปี 1980 Apple ประสบความสำเร็จในการขายหุ้นเข้าตลาดหลักทรัพย์

คู่แข่งของ Apple มีการเปลี่ยนแปลงเมื่อ IBM เริ่มเข้าสู่ตลาด PC. IBM PC ใช้ Microsoft DOS ( OS ) เป็นระบบปฎิบัติการและใช้ หน่วยประมวลผล ( Microsoftprocessor ) จาก Intel ซึ่งเป็นระบบค่อนข้างเปิดผู้ผลิตรายอื่นสามารถนำไปใช้ได้ ในขณะที่ Apple เป็นระบบปิดทั้ง designs , hardware และ licenseไม่เปิดให้ผู้ผลิตรายอื่นเข้ามาใช้ได้

IBM PC ไม่เพียงมีส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มมากขึ้น แต่ยังสร้างมาตรฐานใหม่ของอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์Apple ตอบโต้ IBM โดยการออก Macintosh รุ่นใหม่ในปี 1984 เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความล้ำสมัยทางด้านเทคโนโลยีและดีไซน์ แต่ระบบประมวลผลที่ช้าและ Software ที่ใช้งานด้วยได้ มีอยู่อย่างจำกัดทำให้กำไรของ Apple ลดลงกว่าร้อยละ 62 ระหว่างปี 1981-1984 ทำให้บริษัทเข้าสู่ภาวะวิกฤต Jobs ซึ่งเปรียบเสมือนจิตวิญญาณของบริษัทถูกบังคับให้ลาออกจาก CEO บริษัทในปี 1985โดย John Sculleyซึ่งJobs ดึงตัวมาจาก Pepsi – Cola เป็นคนที่โหวตให้ Jobs ออกจากตำแหน่ง CEO และถูกขึ้นตำแหน่งแทน

** The Sculley Year,1985 – 1993 **

Sculleyผลักดันให้ Apple เข้าสู่ตลาดคอมพิวเตอร์ในธุรกิจสิ่งพิมพ์และการศึกษา คอมพิวเตอร์ของ Apple ใช้ Software ทีมีประสิทธิภาพสูงเช่น Aldus ( ต่อมาเป็นAdobe ), Pagemakerและอุปกรณ์เสริมต่างๆ เช่น Laser Printer ทำให้ Apple ได้ส่วนแบ่งการตลาดจากธุรกิจการศึกษามากกว่าครึ่งหนึ่งในตลาดโลกส่วนแบ่งการตลาดของ Apple ปรับเพิ่มขึ้นอยู่ที่ราวร้อยละ 8 ในปี 1990 ทำให้ Apple มีเงินสดมากกว่า 1.000 ล้านเหรียญและเป็นบริษัทคอมพิวเตอร์ที่มีผลกำไรมากที่สุดในโลก

Apple นำเสนอคอมพิวเตอร์ที่สมบูรณ์แบบประกอบด้วย Software และอุปกรณ์เสริมที่สามารถใช้งานได้ทันที ผลิตภัณฑ์ของ Apple มีการออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์ทั้ง Chip , Disk Drive และ จอภาพ ขณะที่ IBM ก็ปรับตัวโดย Microsoft ปล่อย Window 3.0 ดังที่นักวิเคราะห์ได้เขียนถึงว่า คนที่ใช้IBM ส่วนใหญ่ถูกผลักดันให้ใช้ แต่ลูกค้าของ Apple เป็นคนที่รักเครื่อง Macintosh

ลูกค้าที่จงรักภักดีของ Mac ทำให้ Apple ขายเครื่องได้ในราคาพิเศษ รุ่นที่ดีที่สุดของ Apple มีราคามากกว่า 10,000 เหรียญ ซึ่งคิดเป็นกำไรประมาณร้อยละ 50 อย่างไรก็ตามคู่แข่งอย่างเช่น IBM และคู่ค้าปรับราคาลดลงทำให้ผลิตภัณฑ์ของ Apple ดูแพงเกินราคา ผู้พัฒนาโปรแกรมส่วนใหญ่ให้ความสำคัญในการพัฒนาโปรแกรมของระบบปฎิบัติการ Microsoft มากกว่า Macintoshเนื่องจากมียอดจำหน่ายที่สูงกว่า นอกจากนี้ Apple มีต้นทุนด้านการค้นคว้าพัฒนามากกว่าบริษัทอื่น โดยมีงบ R&D มากกว่าร้อยละ 9 ของยอดขาย ในขณะที่ Compaq ใช้งบร้อยละ 5 และผู้ผลิตอื่นใช้งบเพียงร้อยละ 1 เท่านั้น หลังจากแต่งตั้งกรรมการผู้จัดการฝ่ายเทคโนโลยีของบริษัทในปี 1980 Sculleyพยายามที่จะปรับปรุง Apple ให้ผลิตคอมพิวเตอร์ที่มีราคาลดลงเพื่อตอบสนองต่อตลาดขนาดใหญ่ หลังจากนั้นได้พัฒนา Mac Classic ซึ่งมีราคาเพียง 199 เหรียญเพื่อแข่งขันกับเครื่องราคาถูกของ IBM และพยายามหาคู่ค้ารายใหม่อีกทั้งพัฒนาความสัมพันธ์กับคู่แข่งอย่าง IBM ในการพัฒนาระบบปฎิบัติการและ Multimedia Application นอกจากนี้ยังร่วมมือกันพัฒนากับ Novell และ Intel เพื่อพัฒนาความสามารถของ Mac OS ให้สามารถใช้ Chip กับบริษัท Intel ได้เนื่องจาก Chip ของ Intel ประมวลผลได้เร็วกว่าจึงเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของ Apple หลังจากออกผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่องนำไปสู่การแข่งขันอย่างมากในอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ จากนั้นกำไรสุทธิของ Apple ก็ลดลงเหลือเพียงร้อยละ 34 คิดเป็นร้อยละ 14 ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปีของบริษัทในเดือนมิถุนายนปี 1993.Sculley ออกจากตำแหน่งและเปลี่ยนเป็น Micheal Spindler ขึ้นเป็นประธานบริษัทแทน

The Spindler and Amelio Year,1993-1997

Spindler ล้มแผนที่จะพัฒนาให้เครื่อง Mac OS ใช้ Chips ของ Intel ได้และประกาศว่าจะร่วมมือกับบริษัทอื่นเพื่อผลิตเครื่องที่สามารถใช้ระบบปฎิบัติการของ Mac ได้และพยายามลดค่าใช้จ่ายโดยการปรับลดพนักงานลงร้อยละ 16 และปรับแผนให้บริษัทไปส่งสินค้าไปต่างประเทศมากขึ้นโดยในปี 1992 ร้อยละ 45 ของยอดขาย Apple มาจากยอดขายในต่างประเทศและสูญเสียเงิน 500 ล้านเหรียญจากการยกเลิกโครงการร่วมมือกับ IBM

ในปี 1995 จากการสำรวจของนิตยสาร Computer World พบว่าไม่มีผู้ใช้ Window ที่อยากจะเปลี่ยนไปใช้ Mac ในขณะที่ผู้ใช้ Apple มากกว่าครึ่งมีแนวโน้มจะเปลี่ยนไปใช้เครื่อง Intel

Spindlerให้ความหวังว่าระบบปฎิบัติการใหม่จะพลิกฟื้นบริษัทได้ แต่ในปี 1995 บริษัท Apple กับ IBM ก็ไม่ทำกิจการด้วยกันหลังจาก Apple ลงทุนแล้ว 500 ล้านเหรียญ เพื่อจะพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ในไตรมาสที่ 1 ทำให้ Apple ขาดทุน 69 ล้านเหรียญในปี 1996 บริษัทเปลี่ยน CEO เป็น Gilbert Amelioซึ่งเคยเป็นกรรมการบริษัท

Amelioประกาศว่า Apple จะกลับมาใช้กลยุทธจับกลุ่มลูกค้าระดับสูงอีกครั้ง แต่ผลที่ได้รับยังไม่ดีนักเพราะระบบปฎิบัติการใหม่ไม่ได้ล้ำหน้าไปกว่า Windoow95 ในเดือนธันวาคมปี 1996 Amelioประกาศควบรวมกิจการกับ NeXT Software ซึ่งเป็นบริษัทที่ Jobs ได้ก่อตั้งขึ้นหลังออกจาก Apple แล้วโดยได้พยายามพัฒนาระบบปฎิบัติการใหม่โดยพื้นฐานของ NeXT. Jobs กลับมาเป็นที่ปรึกษาชั่วคราวให้กับ Apple แม้จะมีการลดพนักงานและปรับปรุงองค์กรอย่างต่อเนื่อง Apple ยังขาดทุน 1,600 ล้านเหรียญภายใต้การบริหารงานของ Amelioและยอดขายทั่วโลกที่ตกลงราวร้อยละ 3 ถึงจุดนี้บุคคลภายในเชื่อว่า Apple น่าจะล้มละลายภายใน 90 วันเพื่อรักษาบริษัท Jobs กลับมาเป็น CEO อีกครั้งในเดือนกันยายนปี 1997

Steve Jobs and Apple turnaround

Jobs ปรับปรุงรูปลักษณ์บริษัทใหม่ในเดือนสิงหาคม ปี1997 Apple ประกาศว่า Microsoft จะลงทุน 150 ล้านเหรียญใน Apple และ Microsoft จะพัฒนาโปรแกรมหลักๆเช่น Microsoft Office สำหรับเครื่อง Mac ในระยะเวลา 5 ปี และต่อมา Jobs ให้หยุดการขาย License ของ Program Macintosh เพราะว่าร้อยละ 99 ของผู้ใช้ระบบปฎิบัติการ Macintosh บนเครื่องจากผู้ผลิตอื่นจะเลิกใช้เครื่อง Mac ซึ่งเป็นการแย่งส่วนแบ่งกำไรจากบริษัท Apple และ Jobs ปฎิเสธที่จะขาย Mac OS เวอชั่นใหม่ ทั้งนี้ 15 Product line ของ Apple ถูกตัดเหลือเพียง 4 กลุ่มได้แก่ Computer PC , Portable Macintosh , ผลิตภัณฑ์สำหรับผู้บริโภคทั่วไป และ สำหรับผู้เชี่ยวชาญมืออาชีพ นอกจากนี้ยังมีการปรับปรุงการผลิตโดยการทำสัญญาจ้างผู้ประกอบการจากประเทศไต้หวัน เพื่อประกอบเครื่อง Mac และมีการปรับปรุงช่องทางการขายจากร้านเล็ก เป็นโครงข่ายทั่วประเทศ ในปี1998 Jobs ว่าจ้าง Tom Cook ซึ่งเป็นผู้ที่เคยผ่านงานด้านการปฎิบัติการใน Compaq , IBM และ Intelligent Electronics และยังเป็นผู้ที่ถูกยกย่องว่าเป็นผู้วางระบบสายการผลิตและระบบ Supply Chain ของ Apple นอกจากนี้ Apple ยังได้เปิด Website ที่สามารถขายสินค้า Online เป็นครั้งแรก Jobs ยังคงเน้นการพัฒนาวิวัฒนาการใหม่ๆ ทำให้ Apple สามารถลดค่าใช้จ่ายสินค้าคงคลังอย่างมีนัยสำคัญ และเพิ่มค่าใช้จ่ายทาง R&D เพิ่มมากขึ้น ทั้งยังสร้างนวัตกรรมใหม่ๆในองค์กร ในขณะที่ CEO คนเก่าๆพยายามที่จะขาย Product ใหม่ของ Apple แต่ Jobs กลับพยายามเน้นพัฒนาเชิงลึก นอกจากนี้ Jobs เชื่อว่าการเก็บความลับของบริษัทเป็นสิ่งสำคัญ มีการเริ่มใช้ระบบ Key card , การจ้างงานก็เป็นความลับจนกว่าจนกว่าจะได้รับความไว้วางใจ หากฝ่าฝืนจะถูกออกจากงานในทันที

ความพยายามที่จะกลับมาเป็นผู้นำของ Apple ไปสู่การผลิตเครื่อง IMAC ในเดือนสิงหาคม ปี 1998 โดยราคาอยู่ที่ 1,299 เหรียญ มีสีสันและโปร่งแสงและมีรูปแบบการออกแบบเหมือนเปลือกไข่ iMacรองรับการใช้งานแบบ Plug and Play และยังสามารถใช้กับอุปกรณ์เสริมต่างๆได้เช่น Printer ซึ่งถูกออกแบบมาใช้กับ Window base ต้องขอบคุณเครื่อง iMacเพราะสามารถทำยอดขาย Apple ให้สูงกว่าโดยเฉลี่ยของอุตสาหกรรม หลังจากที่ Jobs กลับมา Apple สามารถทำกำไรได้ 309 ล้านเหรียญจากเดิมที่ขาดทุน 1,000 ล้านเหรียญในปีก่อนหน้า

Jobs เริ่มสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้กับ Apple ช่วงที่เขาออกจาก Apple ได้ซื้อ Pixar animation studio ในปี 1986 ต่อมาในปี 2006 ได้ขาย Pixar ให้กับ Walt Disney ในราคา 7,400 ล้านเหรียญ และ Jobs เริ่มคิด Campaigns ทางการตลาดใหม่ๆ เช่น Think difference , slogan “ The ultimate all in design , It’s just work และโฆษณาว่า เป็นคอมพิวเตอร์ทางเลือก โฆษณาของ Mac ได้รับความนิยมและถูกนำไปตีพิมพ์ใน Fashion magazine จากนั้นได้โฆษณาว่าเป็นคอมพิวเตอร์ที่ประหยัดพลังงาน ใช้วัสดุ Recycle รักษาสิ่งแวดล้อม เป้าหมายที่แตกต่างของ Macintosh ทำให้สามารถแข่งขันกับอุตสาหกรรม PC ได้

Unless otherwise stated, the content of this page is licensed under Creative Commons Attribution-ShareAlike 3.0 License