WHO : Cell phone use can increase possible cancer risk

(CNN) — Radiation from cell phones can possibly cause cancer, according to the World Health Organization. The agency now lists mobile phone use in the same "carcinogenic hazard" category as lead, engine exhaust and chloroform.
Before its announcement Tuesday, WHO had assured consumers that no adverse health effects had been established.
A team of 31 scientists from 14 countries, including the United States, made the decision after reviewing peer-reviewed studies on cell phone safety. The team found enough evidence to categorize personal exposure as "possibly carcinogenic to humans."
What that means is they found some evidence of increase in glioma and acoustic neuroma brain cancer for mobile phone users, but have not been able to draw conclusions for other types of cancers
"The biggest problem we have is that we know most environmental factors take several decades of exposure before we really see the consequences," said Dr. Keith Black, chairman of neurology at Cedars-Sinai Medical Center in Los Angeles.
The type of radiation coming out of a cell phone is called non-ionizing. It is not like an X-ray, but more like a very low-powered microwave oven.
"What microwave radiation does in most simplistic terms is similar to what happens to food in microwaves, essentially cooking the brain," Black said. "So in addition to leading to a development of cancer and tumors, there could be a whole host of other effects like cognitive memory function, since the memory temporal lobes are where we hold our cell phones."
Wireless industry responded to Tuesday's announcement saying it "does not mean cell phones cause cancer." CTIA-The Wireless Association added that WHO researchers "did not conduct any new research, but rather reviewed published studies."
The European Environmental Agency has pushed for more studies, saying cell phones could be as big a public health risk as smoking, asbestos and leaded gasoline. The head of a prominent cancer-research institute at the University of Pittsburgh sent a memo to all employees urging them to limit cell phone use because of a possible risk of cancer.
"When you look at cancer development — particularly brain cancer — it takes a long time to develop. I think it is a good idea to give the public some sort of warning that long-term exposure to radiation from your cell phone could possibly cause cancer," said Dr. Henry Lai, research professor in bioengineering at University of Washington who has studied radiation for more than 30 years.
Results from the largest international study on cell phones and cancer was released in 2010. It showed participants in the study who used a cell phone for 10 years or more had doubled the rate of brain glioma, a type of tumor. To date, there have been no long-term studies on the effects of cell phone usage among children.
"Children's skulls and scalps are thinner. So the radiation can penetrate deeper into the brain of children and young adults. Their cells are at a dividing faster rate, so the impact of radiation can be much larger." said Black of Cedars-Sinai Medical Center.
In February, a study by researchers at the National Institutes of Health, revealed radiation emitted after just 50 minutes on a mobile phone increases the activity in brain cells. The effects of brain activity being artificially stimulated are still unknown.
Neurosurgeon and CNN chief medical correspondent Dr. Sanjay Gupta says Tuesday's announcement, "dealt a blow to those who have long said, 'There is no possible mechanism for cell phones to cause cancer.' By classifying cell phones as a possible carcinogen, they also seem to be tacitly admitting a mechanism could exist."
Manufacturers of many popular cell phones already warn consumers to keep their device away from their body and medical experts say there other ways to minimize cell phone radiation.
The Apple iPhone 4 safety manual says users' radiation exposure should not exceed FCC guidelines: "When using iPhone near your body for voice calls or for wireless data transmission over a cellular network, keep iPhone at least 15 millimeters (5/8 inch) away from the body."
BlackBerry Bold advises users to "keep the BlackBerry device at least 0.98 inch (25 millimeters) from your body when the BlackBerry device is transmitting."
The logic behind such recommendations is that the further the phone is from the body, the less radiation is absorbed. Users can also use the speakerphone function or a wired earpiece to gain some distance.
Users can text instead of talk if they want to keep the phone away from their faces.
Finally, cell phones emit the most radiation when they are attempting to connect to cellular towers. A moving phone, or a phone in an area with a weak signal, has to work harder, giving of more radiation. So users can avoid using their cell phones in elevators, buildings and rural areas if they want to reduce their exposure, experts say.

จากบทความของทาง WTO ในเรื่องงานวิจัยปัจจัยจากการใช้โทรศัพท์มือถืออาจส่งผลให้เกิดโรคมะเร็ง
และบทสัมภาษณ์จากรายการขยายข่าว โดยคุณทิน โชคกมลกิจ สัมภาษณ์ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ
นายแพทย์ธีระวุฒิ คูหะเปรมะ

กรณี 'ไอเออาร์ซี' สำนัก งานวิจัยมะเร็งระหว่างประเทศ หน่วยงานภายใต้สังกัดองค์การอนามัยโลก หรือ 'ดับเบิลยูเอชโอ' (WHO) แถลงเปิดเผยรายงานเมื่อสัปดาห์ก่อนว่า การใช้โทร ศัพท์มือถืออาจส่งผลกระทบก่อให้เกิดโรค 'มะเร็งสมอง' ได้นั้นกลายเป็นข่าวใหญ่หมวดวิทยาศาสตร์-ไอที ที่สำนักข่าวต่างๆ ทั่วโลกนำไปเผยแพร่ต่อ ปัจจุบันประเมินกันว่ามีผู้ใช้มือถือทั่วโลกรวมกันกว่า 5 พันล้านคน
ความเสี่ยงระหว่างมือถือกับโรคร้ายมีมากน้อยแค่ไหน จะป้องกันอย่างไร ติดตามได้จาก 'หลาก&หลาย' วันนี้
ย้อนกลับไป 1 มิ.ย. ที่เพิ่งผ่านมา สำนักข่าวรอยเตอร์และเอพีรายงานว่า

ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งของ 'ไอเออาร์ซี' หรือ สำนักงานวิจัยมะเร็งระหว่างประเทศได้จำแนกการใช้ 'โทรศัพท์มือถือ' อยู่ในกลุ่มของการใช้อุปกรณ์ที่อาจจะเพิ่มความเสี่ยงที่พัฒนาไปสู่การเกิด 'เนื้องอกในสมอง' และควรจะหลีกเลี่ยงการใช้ มือถือเพื่อลดความเสี่ยงดังกล่าว

คำเตือนดังกล่าวได้มาจากการทำงานของกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ 31 คน จาก 14 ประเทศ ซึ่งร่วมกันทบทวนหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่มีอยู่ทั้งหมด ทำให้เชื่อได้ว่า 'รังสีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า' ที่เกิดจากการใช้มือถืออาจทำให้เกิดเป็นมะเร็งสมองได้
ฉะนั้น มือถือจึงควรถูกจัดอยู่ในกลุ่มวัตถุที่อาจก่อให้เกิดมะเร็งหลักฐานสนับสนุนสมมติฐานเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างมือถือ กับเนื้องอกสมอง ของไอเออาร์ซี ก็คือผลการศึกษาจากหลายประเทศ ซึ่งพบว่า

ผู้ใช้มือถือบ่อยเกินไป โดยเฉลี่ยประมาณ 30 นาทีต่อวัน ต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 10 ปี มีความเสี่ยงจะเป็น 'เนื้องอกแกนสมอง' (Glioma-ไกลโอมา) มากกว่าร้อยละ 40 ซึ่งโดยทั่วไปเนื้องอกชนิดนี้พบได้ยากมาก อย่างไรก็ตาม 'ไอเออาร์ซี' ยังไม่ได้เผยแพร่เอกสารงานวิจัยที่ระบุถึงความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งสมองชนิดอื่นๆ ตามมาด้วยหรือไม่ โดยเฉพาะบริเวณของสมองที่ได้รับคลื่นสัญญาณจากมือถือโดยตรง ต่างกับกรณีศึกษาอีกกว่า 30 แห่ง ทั้งในยุโรป นิวซีแลนด์ และสหรัฐอเมริกา ที่รายงานว่า ผู้ป่วยเนื้องอกในสมองไม่เคยใช้โทรศัพท์มือถือนานกว่าที่คนทั่วไปใช้กันในชีวิตประจำวัน ขณะที่พฤติกรรมการใช้มือถือของผู้บริโภคเองก็มีความแตกต่างจากในช่วงของงานวิจัย จึงไม่อาจนำเอาผลทดสอบมาใช้เปรียบเทียบในสถานการณ์ปัจจุบันได้

สําหรับการทำงานของคลื่นโทรศัพท์มือถือนั้น ใช้หลักการส่งคลื่นความถี่วิทยุไปยังเสาสัญญาณของเครือข่ายใกล้เคียง
จากนั้นจึงกระจายสัญญาณต่อไป ลักษณะทั่วไปจึงคล้ายกับคลื่นวิทยุเอฟเอ็ม หรือแม้แต่คลื่นไมโครเวฟ
ที่สำคัญ 'รังสี' ที่แผ่ออกจากคลื่นโทรศัพท์มือถือนั้น ไม่ส่งผลทำลาย 'ดีเอ็นเอ' ในเซลล์สิ่งมีชีวิตโดยตรง ไม่เหมือนกับรังสีเอ็กซ์ หรืออัลตราไวโอเลตในระดับความเข้มสูง ดังนั้น สิ่งเดียวที่คลื่นจากโทรศัพท์มือถือกระทำต่อเซลล์ คือ การแผ่ความร้อนเผาผลาญเนื้อเยื่อนั่นเอง ด้านสถาบันวิจัยมะเร็งแห่งสหราชอาณาจักรรายงานกรณีเดียวกันในมุมแตกต่างออกไปว่า อันตรายจากโทรศัพท์มือถือมาจากการใช้ขณะขับรถมากกว่า แต่ก็เตือนการใช้มือถือในเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี เพราะยังอยู่ในช่วงที่สมองและเนื้อเยื่อต่างๆ กำลังพัฒนานอกเหนือจากนี้ ยังมีผลการวิจัยแหวกแนวจากสถาบันวิจัยเพื่อสุขภาพสหรัฐแถลงว่า

การใช้มือถือส่งผลในการเร่งให้เกิดปฏิกิริยาของสมองในอัตราที่เพิ่มมากกว่าปกติ แต่ระบุไม่ได้ว่าส่งผลร้ายต่อผู้ใช้หรือไม่

"ภายหลังทบทวนหลักฐานที่มีอยู่ทั้งหมด คณะทำงานจำแนกคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าให้อยู่ในกลุ่มที่อาจจะทำให้เกิดมะเร็งในมนุษย์ได้ โดยมีหลักฐานบางชิ้นที่เชื่อมโยงระหว่างความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นในการเกิดเนื้องอกไกลโอมากับการใช้โทรศัพท์มือถือ..
"ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า แม้การใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่จะเสี่ยงต่อสุขภาพ แต่ก็หยุด ยั้งการใช้งานไม่ได้" โจนาธาน ซาเมท ประธานกลุ่มไอเออาร์ซีชี้ ขณะเดียวกัน หลังจากข่าวๆ นี้แพร่ออกสู่สาธารณะ กลุ่มอุตสาหกรรมสื่อสารไร้สาย-โทรคมนาคม ต่างพาเหรดออกโรงโต้ 'ไอเออาร์ซี' ทันที โดยแย้งว่า การจำแนกการใช้ 'มือถือ' ให้ไปอยู่ในกลุ่มเสี่ยงทำให้เกิดมะเร็งก็จะเหมือนกับความเสี่ยงที่เกิดจากอาหารหมักดองและกาแฟ "การจำแนกของไอเออาร์ซีไม่ได้หมายความว่าโทรศัพท์มือถือเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคมะเร็ง คณะทำงานไอเออาร์ซี ไม่ได้ทำงานวิจัยชิ้นใหม่ แต่พิจารณาทบทวนผลการวิจัยที่มีอยู่แล้ว" จอห์น วอลส์ รองประธานฝ่ายกิจการสาธารณะของกลุ่มสมาคมไร้สายซีทีไอเอ สหรัฐ กล่าว ในประเทศไทย หลังเกิดกรณีไอเอ อาร์ซี ระบุว่า การใช้มือถืออาจก่อให้เกิดมะเร็ง เพิ่มความเสี่ยงการเกิดเนื้องอกในสมอง น.พ.ธีรวุฒิ คูหะเปรมะ ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ให้ความเห็นว่า
สำหรับสถานการณ์ในประเทศไทย จากการเก็บสถิติผู้ป่วยเกี่ยวกับภาวะความผิดปกติของเยื่อหุ้มสมอง เนื้อร้ายในระบบประสาท และสมองส่วนกลาง รวมทั้งเนื้องอกในสมอง พบว่า
ในปี 2552 มีผู้เสียชีวิตอยู่ที่ 1,857 ราย
เป็นชาย 1,014 ราย หญิง 843 ราย
ขณะที่ปี 2553 พบรายงานผู้ป่วยเพิ่มขึ้นเป็น 2,000 ราย โดยพบในผู้ที่มีอายุระหว่าง 15-59 ปี
แต่เมื่อแยกเฉพาะเนื้องอกในสมองนั้นยังถือว่า 'น่าห่วง' กล่าวคือ มีผู้ป่วยสูงถึง 1,686 ราย
"สถานการณ์ของโรคมะเร็งและเนื้องอกในสมองพบเด็กป่วยมากเป็นอันดับ 2 รองจากมะเร็งเม็ดเลือดขาว แต่ยังไม่ มีการหาสาเหตุการป่วยที่แน่ชัดว่าเกิดจากอะไร
"อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องเฝ้าระวังคือแพทย์พยายามเตือนเรื่องการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่และการลดเวลาในการใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าไว้ก่อน เนื่องจากพบว่าอาจ มีส่วนในการก่อให้เกิดเนื้องอก" น.พ.ธีรวุฒิ ระบุ
ด้าน พ.ญ.สายพิน ตั้งครัชต์ แพทย์ผู้ทรงคุณวุฒิด้านรังสีรักษา สถา บันมะเร็ง กล่าวว่า
ตามปกติมะเร็งสมอง และเนื้องอกในสมอง พบสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดโรค 2 สาเหตุ คือ
1. พันธุกรรม
2. ปัจจัยอื่นๆ ได้แก่ รังสีต่างๆ และอาหาร
อย่างไรก็ตาม สถิติมากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ของผู้ป่วยเป็นเนื้องอกและมะเร็งสมองนั้นเกิดจากพันธุกรรม โดยมีบิดาหรือมารดามีความผิดปกติทาง 'ยีน' แล้วส่งผลให้เซลล์สมองแบ่งตัวผิดปกติไปด้วย โดยพบความผิดปกติได้ตั้งแต่วัย 3 เดือน ถึง 1 ขวบ
ส่วนสาเหตุรอง ซึ่งหลายคนกังวลมากๆ คือ เกิดจากปัจจัยภายนอกนั้น ได้แก่ รังสีต่างๆ ที่เป็นรูปแบบ 'คลื่น แม่เหล็กไฟฟ้า' จากสัญญาณโทรศัพท์ ไวร์เลส ไมโครเวฟ รังสีเอ็กซ์
หรือแม้แต่ 'สารกัมมันตภาพรังสี' จากการระเบิดของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ก็ถือว่ามีส่วนสนับสนุนให้เกิดความผิดปกติของเซลล์สมองเช่นกัน

"หากมีการสะสมของปัจจัยดังกล่าวมากๆ เข้าล้วนเสี่ยงต่อการเกิดเนื้อ งอกทั้งสิ้น เพราะรังสีต่างๆ จะเข้าไป 'เปลี่ยนรูปเซลล์' แต่ไม่ถึงกับทำลาย เพียงแค่เบียดเนื้อที่บางส่วนในร่างกายเท่านั้น แต่ยังไม่มีการวัดระดับว่าร้ายแรงเพียงใด แพทย์ทำได้แค่เตือนภัยเบื้องต้นเท่านั้น" แพทย์ผู้เชี่ยวชาญรังสีวิทยา สถาบันมะเร็ง กล่าว


ดร.ไซกัล ซาเด็ตสกี นักวิจัยโรคมะเร็ง สถาบันเกิร์ตเนอร์ อิสราเอล ซึ่งเคยทำวิจัยชี้ว่า คลื่นมือถืออาจก่อมะเร็งต่อมน้ำลาย เคยให้สัมภาษณ์เอาไว้ในบทความเรื่อง How Safe Is Your CellPhone? (มือถือของคุณปลอดภัยแค่ไหน) ของนิตยสารไทม์ สหรัฐอเมริกา เมื่อปีก่อนว่า ที่ผ่านมามีความพยายามตั้งองค์กรกลางขึ้นมาทดสอบผลลัพธ์การใช้มือถือ โดยมีสมาชิก 13 ประเทศ เรียกว่า "อินเตอร์โฟน" แต่ถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่ได้ข้อสรุปถึงความเชื่อมโยงระหว่างการใช้มือถือกับมะเร็ง

ฉะนั้น วิธีป้องกันตัวเองดีที่สุดสำหรับคนห่วงในสุขภาพ ได้แก่
1. ไม่ใช้มือถือโดยไม่จำเป็น
2. ใช้วิธีเปิดลำโพง หรือ สวมชุดหูฟัง (บลูทูธช่วยลดคลื่นเช่นกัน แต่ยังได้รับผลกระทบอยู่บ้างเล็กน้อย)
3. อย่าวางมือถือไว้ใกล้ตัว
4. เด็กจะมีกะโหลกบางกว่าผู้ใหญ่ โอกาสที่รังสีจะแผ่สู่สมองจึงมีสูง ผู้ปกครองควรเลือกเวลาที่เหมาะสมก่อนซื้อมือถือให้บุตรหลาน
5. ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ จำเป็นต้องซื้อให้เด็กๆ อาจแนะนำให้ใช้วิธีส่งข้อความ เอสเอ็มเอสแทนยกมือถือขึ้นมาโทร.แนบหู แนบศีรษะบ่อยๆ

ที่มา: http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TUROamIyd3dNVEEzTURZMU5BPT0=

Unless otherwise stated, the content of this page is licensed under Creative Commons Attribution-ShareAlike 3.0 License