Computer Network >> Network <<

Computer Network

Network

Network คือ ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ซึ่งหมายถึงการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ตั้งแต่ 2 เครื่องขึ้นไปเข้าด้วยกันด้วยสายเคเบิล หรือสื่ออื่นๆ ทำให้คอมพิวเตอร์สามารถรับส่งข้อมูลแก่กันและกันได้ ในกรณีที่เป็นการเชื่อมต่อระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์หลายๆ เครื่องเข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ที่เป็นศูนย์กลาง เราเรียกคอมพิวเตอร์ที่เป็นศูนย์กลางนี้ว่า โฮสต์ (Host) และเรียกคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กที่เข้ามาเชื่อมต่อว่า ไคลเอนต์ (Client/Terminal)

ระบบเครือข่าย (Network) จะเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์เข้าด้วยกันเพื่อการติดต่อสื่อสาร เราสามารถส่งข้อมูลภายในอาคาร หรือข้ามระหว่างเมืองไปจนถึงอีกซีกหนึ่งของโลก ซึ่งข้อมูลต่างๆ อาจเป็นทั้งข้อความ รูปภาพ เสียง ก่อให้เกิดความสะดวก รวดเร็วแก่ผู้ใช้ ซึ่งความสามารถเหล่านี้ทำให้เครือข่ายคอมพิวเตอร์มีความสำคัญ และจำเป็นต่อการใช้งานในแวดวงต่างๆ

1013098_675488912467483_883860240_n.jpg

Peer-to-Peer Network designs

  • Peer-to-Peer ( P2P )

เป็นการเชื่อมต่อเครื่องคอมพิวเตอร์เข้าด้วยกัน โดยเครื่องคอมพิวเตอร์ แต่ละเครื่อง จะสามารถแบ่งทรัพยากรต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นไฟล์หรือเครื่องพิมพ์ซึ่งกันและกันภายในเครือข่ายได้ เครื่องแต่ละเครื่องจะทำงานในลักษณะที่ทัดเทียมกัน ไม่มีเครื่องใดเครื่องเครื่องหนึ่งเป็นเครื่องหลักเหมือนแบบ Client / Server แต่ก็ยังคงคุณสมบัติพื้นฐานของระบบเครือข่ายไว้เหมือนเดิม การเชื่อมต่อแบบนี้มักทำในระบบที่มีขนาดเล็กๆ เช่น หน่วยงานขนาดเล็กที่มีเครื่องใช้ไม่เกิน 10 เครื่อง การเชื่อมต่อแบบนี้มีจุดอ่อนในเรื่องของระบบรักษาความปลอดภัย แต่ถ้าเป็นเครือข่ายขนาดเล็ก และเป็นงานที่ไม่มีข้อมูลที่เป็นความลับมากนัก เครือข่ายแบบนี้ ก็เป็นรูปแบบที่น่าเลือกนำมาใช้ได้เป็นอย่างดี

images?q=tbn:ANd9GcTNJ2nWVRAt3e8IRcJ71YL-jx7ki75Ea7py3pXcnU-NfuNsRz8o

Client-Server Network หรือเครือข่ายแบบผู้ใช้บริการและผู้ให้บริการ
เป็นระบบที่มีเครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องมีฐานะการทำงานที่เหมือน ๆ กัน เท่าเทียมกันภายในระบบ เครือข่าย แต่จะมีเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่ง ที่ทำหน้าที่เป็นเครื่อง Server ที่ทำหน้าที่ให้บริการทรัพยากรต่าง ๆ ให้กับ เครื่อง Client หรือเครื่องที่ขอใช้บริการ ซึ่งอาจจะต้องเป็นเครื่องที่มีประสิทธิภาพที่ค่อนข้างสูง ถึงจะทำให้การให้บริการมีประสิทธิภาพตามไปด้วย ข้อดีของระบบเครือข่าย Client - Server เป็นระบบที่มีการรักษาความปลอดภัยสูงกว่า ระบบแบบ Peer To Peer เพราะว่าการจัดการในด้านรักษาความปลอดภัยนั้น จะทำกันบนเครื่อง Server เพียงเครื่องเดียว ทำให้ดูแลรักษาง่าย และสะดวก มีการกำหนดสิทธิการเข้าใช้ทรัพยากรต่าง ๆให้กับเครื่องผู้ขอใช้บริการ หรือเครื่องClient

client_server.gif

ความหมายและประเภทของเซิร์ฟเวอร์

เซิร์ฟเวอร์ (server) คือเครื่องคอมพิวเตอร์หรือระบบปฏิบัติการหรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ที่ทำหน้าที่ให้บริการอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง แก่เครื่องคอมพิวเตอร์หรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่เป็นลูกข่าย ในระบบเครื่อข่าย ข้อความแบบนี้อาจจะงงอยู่บ้าง สรุปอีกครั้งนะครับ server ในทาง computer มี 3 ความหมายคือ
เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ทำหน้าที่ให้บริการอะไรบางอย่างแก่คอมพิวเตอร์หรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์อื่น
ระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ที่ทำหน้าที่ให้บริการอะไรบางอย่างแก่คอมพิวเตอร์หรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์อื่น โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ทำหน้าที่ให้บริการอะไรบางอย่างแก่คอมพิวเตอร์หรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์อื่น

Rack Server & Tower Server

โดยปกติแล้ว โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่เป็น server จะทำงานบนระบบปฏิบัติการ อาจจะเป็น Linux หรือ Windows หรือ Unix ก็ได้ ดังนั้นคำว่า server จึงมิได้หมายถึง คอมพิวเตอร์ เพียงอย่างเดียวแต่ยังหมายถึงระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ หรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์อีกด้วย ตัวอย่างโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ทำหน้าที่เป็น server ถ้าพูดถึงเราคงรู้จักกันดี แต่อาจจะไม่รู้ว่าเรียกว่า server ก็เป็นไปได้ ยกตัวอย่างเป็นกลุ่มๆ ดังต่อไปนี้

  1. File server คือ โปรแกรมที่ทำหน้าให้บริการแชร์ไฟล์เพื่อให้ใช้งานร่วมกัน เช่น Word, Excel, หรือรูปภาพ
  2. Web server คือ โปรแกรมที่ทำหน้าที่ให้บริการเว็บ อาทิเช่น Apache web server
  3. Database server คือ โปรแกรมที่ทำหน้าที่ให้บริการ database อาทิเช่น mysql, postgresql, DB2
  4. Mail server คือ โปรแกรมที่ทำหน้าที่ให้บริการ E-mail อาทิเช่น Postfix, qmail, courier
  5. DNS server คือ โปรแกรมที่ทำหน้าที่ให้บริการโดเมนเนม อาทิเช่น bind9
  6. Print Server คือ เครื่องแม่ข่ายที่ทำหน้าทีในการบนิหารงานเครื่องพิมพ์
  7. Authentication Text Server คือ เซิร์ฟเวอร์ที่เก็บDatabase ของสิทธิ์ของการใช้ระบบของผู้ใช้ต่างๆ
  8. Application Server คือ เซิร์ฟเวอร์ที่รันโปรแกรมประยุกต์

ข้อแตกต่างระหว่าง Client/Server กับ Peer-to-Peer

Peer-to-Peer การติดตั้งง่ายกว่า ความปลอดภัยต่ำกว่า เนื่องจากไม่สามารถควบคุมข้อมูลต่างๆได้ ส่วน Client-Server มีต้นทุนสูงกว่า เนื่องจากมีราคาที่สูงกว่า ใช้ในองค์กรระดับกลางไปจนถึงใหญ่ ส่วน Peer-to-Peer ใช้มากในระดับ home user และ SME

เปรียบเทียบ Client / Server กับ Peer – to – Peer

หลักเกณฑ์ในการเปรียบเทียบ Client / Server Peer to Peer
การติดตั้ง ยาก ง่าย
การบำรุงรักษา ยาก ง่าย
ความปลอดภัย สูง ต่ำ
ค่าใช้จ่าย สูง ต่ำ
ขนาดขององค์กรที่เหมาะสม กลางถึงใหญ่ ขนาดเล็ก

Transsmission Media
Transmission Media คือ สื่อที่ใช้ในการรับส่งข้อมูล โดยสามารถแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ คือ
สื่อที่มีสาย ( Wired ) และ สื่อที่ไร้สาย ( Wireless )

สื่อแบบมีสาย ( Wired Media )
1. Twisted Pair Cable ประกอบด้วยสายหลายคู่ แต่ละคู่มี 2 เส้นพันกันอยู่ มีสารที่ใช้หุ้มเป็นพลาสติกภายในเป็นลวดทองแดง และพลาสติกที่หุ้มแต่ละคู่มีสีแตกต่างกัน สมัยก่อนนิยมใช้กับสายโทรศัพท์ มีราคาไม่แพง สามารถยึดจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง ข้อเสียคือ สัญญาณที่ส่งผ่านลวดทองแดงถูกรบกวนได้ง่าย สายคู่บิดเกลียวมีราคาถูก
2. Coaxial cable เป็นสายเคเบิลทองแดงชนิดหนึ่งใช้โดยผู้ให้บริการ เคเบิลทีวี ระหว่างสถานีส่งกับผู้ใช้ตามบ้าน และธุรกิจ coaxial cable บางครั้งใช้โดยบริษัทโทรศัพท์จาก central office ไปยังตู้โทรศัพท์ใกล้ผู้ใช้ และมีการใช้อย่างกว้างขวาง สำหรับระบบเครือข่ายแบบ Ether net และเครือข่าย LAN อื่น ๆCoaxial cable ได้รับการเรียกว่า "Coaxial" เพราะภายใน 1 ช่องทางกายภาค มีการนำสัญญาณโดยรอบ (ต่อจากชั้นฉนวน) ด้วยช่องสัญญาณทางกายภาคที่ซ้ำซ้อน ซึ่งทั้งคู่ใช้ส่งสัญญาณตลอดแกนเดียวกัน ช่องสัญญาณชั้นนอกทำหน้าที่เป็นกราวด์ และสามารถนำสายสัญญาณหลายสัญญาณ ในตัวหุ้มเดียวกัน เมื่อใช้กับ repeater จะสามารถส่งสารสนเทศได้ไกลขึ้น Coaxial cable ได้รับการประยุกต์ เมื่อปี 1929 และนำไปใช้เชิงพาณิชย์ ในปี 1941 โดยบริษัท AT&T วางสายส่งด้วย coaxial cable ในสหรัฐฯ ในปี 1940 นอกจากนี้มีการใช้สาย twisted pair และ optical fiber ด้วยซึ่งขึ้นกับเทคโนโลยีการส่งผ่าน และปัจจัยอื่น ๆ

images?q=tbn:ANd9GcT8c4737osLqVApYO801Wayin4B-WtteuL1J8Q-wduEI4SdcntJ

3. Fiber - Optic Cable คือสายใยแก้วนำแสง เป็นตัวกลางของสัญญาณแสงชนิดหนึ่ง ที่ทำมาจากแก้วซึ่งมีความบริสุทธิ์สูงมาก สายใยแก้วนำแสงมีลักษณะเป็นเส้นยาวขนาดเล็ก มีขนาดประมาณเส้นผมของมนุษย์เรา สายใยแก้วนำแสงที่ดีต้องสามารถนำสัญญาณแสงจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งได้ โดยมีการสูญเสียของสัญญาณแสงน้อยมาก สายใยแก้วนำแสงสามารถแบ่งตามความสามารถในการนำแสงออกได้เป็น 2 ชนิด คือ สายใยแก้วนำแสงชนิดโหมดเดี่ยว (Single-mode Optical Fibers, SM) และชนิดหลายโหมด (Multimode Optical Fibers, MM)Fiber Optic Cable ข้อมูลจะถูกแปลงเป็นแสง จึงทาให้มีความเร็วสูงหลายร้อย Gbpsให้ Bandwidth สูงมาก แต่มีราคาแพง ข้อดีคือ มีคุณภาพสูง ทนทานต่อสภาพแวดล้อม และสัญญาณรบกวนอื่นๆ ในประเทศไทยอาจจะมีใช้ในหมู่บ้านใหม่ๆ ที่ใช้เทคโนโลยี Hi-End แต่ใช้อย่างแพร่หลายในเกาหลีใต้

top-5-myths-about-google3.jpg

สื่อไร้สาย ( Wireless Media )
การสื่อสารไร้สาย (Wireless Transmission) หมายถึง การส่งสัญญาณผ่านอากาศโดยไม่ต้องใช้สื่อใดๆ ได้แก่ การใช้สัญญาณไมโครเวฟ การส่งสัญญาณผ่านดาวเทียม การใช้วิทยุติดตามตัว การใช้โทรศัพท์เซลล์ลูล่าร์หรือโทรศัพท์มือถือโดยแบ่งเป็น 3 ประเภทหลัก ดังนี้
1. Microwave หรือ คลื่นวิทยุ มีวิธีการส่งสัญญาณหลักๆ อยู่ 2 วิธี คือ ส่งสัญญาณผ่านทางดาวเทียม หรือแบบ point to point

  • การส่งสัญญาณผ่านทางดาวเทียมถูกใช้มากในชนบท การส่งสัญญาณ Internet เป็นดาวเทียมประเภท Geo ซึ่งมีความสูงอยู่ที่ 22,300 ไมล์ ดาวเทียมชนิดนี้จะไม่มีการหมุนรอบโลก แต่จะอยู่นิ่งๆกับที่ ซึ่งแตกต่างกับดาวเทียมแบบ Meoกับ Leo จะเป็นดาวเทียมที่หมุนตามโลกเพราะอยู่ในวงโคจร โดย Meoจะถูกใช้กับสัญญาณ GPS เช่น ในผลิตภัณฑ์ของ GARMIN เป็นต้น
  • การส่งสัญญาณแบบ point to point จะเป็นการส่งสัญญาณระหว่างเครื่องส่งสัญญาณที่อยู่บนตึกสูง

2. Cellular Network เป็นการเชื่อมต่อ Internet ผ่านทางโทรศัพท์เคลื่อนที่ โดยจะแบ่งแต่ละพื้นที่ออกเป็น Cell ซึ่งในแต่ละ Cell จะมีเสาสัญญาณโทรศัพท์ทาหน้าที่เป็นตัวส่งสัญญาณให้กับผู้ใช้ที่อยู่ใน Cell นั้นๆ ซึ่งกระบวนการการเคลื่อนที่จาก Cell หนึ่งไปยังอีก Cell หนึ่งจะถูกเรียกว่า Hand off
3. Wi-Fi ย่อมาจาก Wireless Fidelity ซึ่งเป็นที่นิยมใช้มากที่สุดในปัจจุบัน มี 4 มาตรฐาน ชื่อที่เป็น Code name ของ Wi-Fi คือ 802.11 ถูกตั้งขึ้นโดยสถาบัน IEEE ซึ่งเป็นสถาบันที่ควบคุมดูแลเกี่ยวกับมาตรฐานด้านวิศวกรรมไฟฟ้า โครงสร้างของ Wi-Fi มีอุปกรณ์สำคัญคือ Router เพื่อเชื่อมต่อกับ Internet และ Access point หรือ จุดกระจายสัญญาณ ซึ่งอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ต้องมีอุปกรณ์ Wireless Nicเพื่อใช้ในการเชื่อมต่อ และต้องมีมาตรฐานเดียวกับ Access point จึงจะสามารถใช้งานได้

มาตรฐานของ Wi-Fi มี 5 อย่าง ดังนี้
1. 802.11a มีคลื่นความถี่อยู่ที่ 5GHz และมีความเร็วอยู่ที่ 54 Mbps
2. 802.11b ซึ่งเกิดขึ้นพร้อมๆ กับแบบ a แต่ไม่สามารถใช้งานร่วมกันได้ เนื่องจากมีคลื่นความถี่ที่แตกต่างกันโดยมีคลื่นความถี่อยู่ที่ 2.4 GHz และมีความเร็วอยู่ที่ 11 Mbps ถึงแม้ b จะมีความเร็วที่ต่ากว่า แต่ก็ถูกใช้มากกว่า เนื่องมาจากการครอบคลุมพื้นที่การให้บริการได้กว้างไกลกว่า
3. 802.11g ถูกพัฒนามาจากรุ่น b ซึ่งสามารถใช้งานร่วมกับ b ได้ โดยมีคลื่นความถี่อยู่ที่ 2.4 GHz และมีความเร็วอยู่ที่ 54 Mbps
4. 802.11n เพิ่งถูกเปิดตัวในปี 2011 ที่ผ่านมา สามารถใช้งานร่วมกับทั้ง a, b และ g ได้ โดยมี 2 คลื่นความถี่คือ 2.4 GHz และ 5GHz และมีความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 600 Mbps แต่ถึงแม้จะมีความเร็วสูงมาก แต่ปัจจัยสาคัญที่จะทาให้ผู้ใช้ได้เข้าถึงความเร็วนั้น คือความเร็วที่ Router สามารถรองรับได้ ส่วนค่าใช้จ่ายในการติดตั้งอินเตอร์เน็ตแบบมีสายก็เสียค่าใช้จ่ายมากกว่าแบบไร้สาย เพราะต้องเสียค่าอุปกรณ์มากกว่า เช่น การเดินสาย ค่าบารุงรักษา เป็นต้น และยังปลอดภัยกว่าแบบไร้สายที่ถูกดักจับข้อมูลได้ง่าย และยังสามารถควบคุมความเร็วได้ดีกว่าอีกด้วย
5. 802.11ac

Wifi Standards

Standard Bandwidth Frequencies Compatibility
802.11a 54 Mbps 5 GHz Work with 802.11n
802.11b 11 Mbps 2.4 GHz Work with 802.11g
802.11g 54 Mbps 2.4 GHz Work with 802.11b
802.11n Up to 600 Mbps Either 2.4 GHz or 5 GHz Work with 802.11a , b or g
802.11ac 1 Gbs 5 GHz Work with 802.11a , b or g

Navigation Device
คือ อุปกรณ์ที่ใช้ในการนำส่งข้อมูลในระบบเครือข่าย
1. Network Navigation Device
• Hub เดิมเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในระบบPeer to Peer ใช้ในการเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์ต่างๆในระบบเครือข่ายเข้าด้วยกัน แต่ปัจจุบันไม่นิยมใช้ เพราะ Hub จะรับส่งข้อมูลจากคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งแล้วส่งให้กับคอมพิวเตอร์ทุกเครื่อง

diff_hubanim.gif

• Switch and bridges เป็นอุปกรณ์แบบเดียวกับ Hub ที่พัฒนาขึ้นเพื่อใช้บริหารคอมพิวเตอร์ภายในระบบเครือข่ายเดียวกัน ดีกว่า Hub เพราะมันรู้ว่าเมื่อรับข้อมูลมาแล้วจะต้องส่งข้อมูลนี้ที่เครื่องไหน โดยจะไม่ส่งไปให้ทุกเครื่องเหมือน Hub

images?q=tbn:ANd9GcTHpO0oNtCDgrO1O8BY_SGfJLP7jzAI1uAMU-BqhH2V1CAd84fP

2. Connecting Network
คือ เมื่อใดก็ตามที่มีการเชื่อมต่อเครือข่ายหนึ่งกับอีกเครือข่ายหนึ่งเข้าด้วยกันต้องใช้ Router เป็นตัวเชื่อมต่อ

3. Network Adapters
คือ เครื่องมือสาหรับเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์เข้ากับเครือข่าย อาจเป็นการ์ด Wireless หรือสายต่างๆ แต่เป็นองค์ประกอบสำคัญที่ต้องมี ปัจจุบันนิยมใช้ NICs (Network interface cards) ในการรับส่งข้อมูลในระบบเครือข่าย

ระบบเครือข่าย แบ่งได้เป็น 4 ประเภทหลักๆ ตามขนาดของเครือข่าย

introductiontowireless_standards_clip_image002.jpg

1. LANs (Local Area Network) เป็นระบบขนาดเล็กที่ใช้อยู่ในแค่ชั้นหนึ่งชั้นหรือตึกหนึ่งตึก แบ่งเป็น
1.1 Ethernet เป็นมาตรฐานหลักที่ใช้ในปัจจุบัน โดยมีความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 10 Gbps
1.2 Wireless LAN** (Wi-Fi)

Wireless_LAN.jpg

2. MANs (Metropolitan Area Network) เป็นระบบเครือข่ายที่ครอบคลุมในระดับเมือง หมายถึง Wi-Fi ที่เชื่อมต่อเข้าด้วยกันในระดับเมือง อย่างเช่น TRUE Wi-Fi จะเป็น MANs หรืออาจจะเป็นอีกเทคโนโลยีหนึ่ง เช่น WiMaxซึ่งมีรัศมีครอบคลุม 1 เสา/50 กิโลเมตร แต่ WiMaxเหมาะกับการใช้งานอยู่กับที่ หากมีการเคลื่อนไหวความเร็วจะตกลงเหมือนกับWi-Fi คือ น่าจะมาแทนที่ DSL เพราะครอบคลุมพื้นที่กว้างเหมาะกับชนบทที่ต้องมีต้นทุนในการติดตั้งและเดินสายสูง

14p-man-network.gif

3. WANs (Wide Area Network) เป็นระบบเครือข่ายขนาดใหญ่ที่ครอบคลุมภูมิภาค, ประเทศ หรือระหว่างประเทศ มักใช้เชื่อมโยงผ่านดาวเทียมหรือทางสายเคเบิลใต้ทะเล ส่วนใหญ่ใช้เชื่อมต่อระหว่างองค์กรขนาดใหญ่หรือระหว่าง ISP

wan.gif

4. PANs (Personal, Private Area Network) คือ ระบบเครือข่ายที่เล็กที่สุด ครอบคลุมระยะเพียง 3-4 เมตรเท่านั้น เช่นBluetooth, Barcode, Infrared, RFID แต่ที่นิยมใช้คือ Bluetooth และ RFID

bluetooth-network.jpg

RFID (Radio frequency identification)
เป็นเทคโนโลยีที่ใช้แทน Barcode มีข้อดีคือ เครื่องอ่านกับTagไม่จาเป็นต้องอยู่ในระนาบเดียวกันก็สามารถอ่านข้อมูลได้ และยังสามารถอ่าน Tag หลายๆ Tag พร้อมกันได้ โดย RFID แบ่งเป็น
• Active เก็บข้อมูลได้มากกว่า, มีระยะอ่านข้อมูลในระยะไกลกว่าอาจมีระยะถึง 100 เมตร ตัวอย่างเช่น บัตร Easy pass
• Passive มีราคาถูกกว่า ที่ WalMartใช้มีราคาเพียง 7-8 cent แต่ก็มีระยะอ่านสั้น และไม่มีแบตเตอรี่ในตัว
[[size 16px]]ตัวอย่างการใช้ RFID ใน WalMartทาให้ลดปัญหาเรื่องการเข้าคิวเพื่อรอชาระเงิน ซึ่งทาให้เกิดการรอคอย และแน่นอนว่าหากทาสำเร็จอาชีพแคชเชียร์จะต้องตกงาน นอกจากนี้ RFID ยังสามารถใช้กับโทรศัพท์มือถือ เช่น TRUE TouchSIM หรือการใช้บริหารคลังสินค้าคงคลังในตอนนี้ยังใช้กับ Tag ของ Pallet หรือกล่องแต่หากราคาของ RFID มีราคาถูกลงก็อาจขยับการใช้งานลงไปในระดับ item

rfid_diagram.jpg


ที่มา: http://r68.wdfiles.com/local--files/scribebook3/Computer%20Network%20%26%20Internet.pdf

Unless otherwise stated, the content of this page is licensed under Creative Commons Attribution-ShareAlike 3.0 License