Facebook Platform

ในปี 2007 ซึ่งเป็นปีเดียวกันที่ได้มีการแนะนำ Facebook Ads พร้อมๆ กับการประกาศใช้ Facebook Platform ที่ทำให้นักพัฒนาเว็บไซต์สามารถพัฒนาแอพพลิเคชั่นมาใช้ใน Facebook ได้ และเมื่อผู้ใช้ต้องการที่ จะติดตั้งแอพพลิเคชั่น ก็จะมีการถามให้ผู้ใช้ยินยอมที่จะให้แอพพลิเคชั่นนั้นสามารถเข้าไปดูข้อมูลโปรไฟล์
กิจกรรม และความสัมพันธ์ต่างๆ ของผู้ใช้ได้ ซึ่งผู้ใช้สามารถอนุญาตให้เพื่อนเห็นการอัพเดตสถานะของเรา แม้กระทั่งเห็นการโพสต์ที่หน้าโปรไฟล์ของเพื่อนผู้ใช้ได้ ซึ่งความสามารถในการโพสต์ไปยังโปรไฟล์ของผู้ใช้นั่น หมายความว่าโปรแกรมสามารถได้ผู้ใช้ใหม่และรักษาผู้ใช้คนเก่าโดยไม่มีค่าใช้จ่าย สำหรับแพลตฟอร์มได้รับการชมเชยจาก Josh Kopelman ที่เขียนไว้ว่า “การให้แผนงานที่ชัดเจนและโอกาสทางธุรกิจสำหรับผู้ผลิต widget นั้น Facebook ได้เพิ่มงบประมาณ virtual R & D มากกว่า 250 ล้านเหรียญ”

หลังจาก Facebook Platform ออกได้เพียง 3 เดือน ก็มีแอพพลิเคชั่นเกิดขึ้นมากกว่า 3,000แอพพลิเคชั่น โดยในเดือนมกราคม 2008 มีจำนวนแอพพลิเคชั่นมากถึง 13,000 แอพพลิเคชั่น และมีผู้พัฒนาแอพพลิเคชั่นใน Facebook มากถึง 100,000 ราย ยกตัวอย่าง นักพัฒนาที่ประสบความสาเร็จ เช่น iLike เว็บไซต์ในการแชร์เพลงที่มีผู้ใช้ประมาณ 3.5 ล้านราย และมีผู้ใช้เพิ่มใหม่อีก 5 ล้านรายหลังจากการเปิดตัวใน Facebook ได้ 60 วัน มีผู้ใช้มากกว่า 11 ล้านคนช่วงในปลายปี 2007 นอกจากนี้ยังมีผู้พัฒนารายอื่นๆ เช่น Slide หรือ Rock You ที่มีผู้เข้าชมเพิ่มขึ้นมากกว่า 225% หลังจากปล่อย Platform ออกมา ทำให้มีจานวนผู้ใช้ทั้งหมดเกือบ 100 ล้านคนเลยทีเดียว

อย่างไรก็ตาม Platform ก็ไม่ได้เป็นที่ยอมรับอย่างเป็นสากล เนื่องจาก

  1. มีจำนวนแอพพลิเคชั่น เพียงเล็กน้อยเท่านั้นที่มีการใช้งานมากที่สุด และแอพพลิเคชั่นเหล่านั้นต้องได้รับการพัฒนาภายใต้ข้อตกลงการพัฒนาของผู้บริหารระดับสูงก่อน Platform จะถูกปล่อยออกมา
  2. แอพพลิเคชั่นถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า "ส่วนใหญ่ไร้ประโยชน์ เสียเวลาที่จะเข้าไปใช้งาน และผู้ใช้เครื่องมือเหล่านี้ก็เป็นเหมือนเด็ก”
  3. นักพัฒนาบางส่วนมีความล้มเหลวในการปฏิบัติตามกฎของ Platform มีการบ่อนทำลายผลิตภัณฑ์หลักของ Facebook และผู้ใช้ที่มีความเชื่อว่า Facebook จะเป็นผู้รับผิดชอบเรื่องการละเมิดความเป็นส่วนตัว ยกตัวอย่างเช่น ผู้ใช้บางคนสังเกตเห็นว่ารูปภาพใน Facebook ของพวกเขาถูกนำไปใช้ในโฆษณาของบุคคลที่สามบนเว็บไซต์ ซึ่งผู้ใช้คนหนึ่งได้มีการแนะนาว่า ผู้ใช้งานควรจะเปลี่ยนการตั้งค่าความเป็นส่วนตัว “บางทีสามีของคุณอาจจะเห็นโฆษณาที่มีภาพของคุณในการโฆษณาสาว Hot ในหน้า Facebookของคุณก็ได้” ในที่สุดแม้ว่า Facebook จะอนุญาตให้นักพัฒนาเก็บโฆษณาทั้งหมดและรายได้การทำธุรกรรมที่สร้างผ่านการใช้งานของพวกเขาเหล่านี้เป็นรายได้ที่ต่ำและการใช้งานหลายแทบจะไม่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายของพวกเขา

การเติบโตของแอพพลิเคชั่นช่วยให้ Facebook สร้างความผูกพันกับผู้ใช้มากยิ่งขึ้น โดยในเดือนสิงหาคม ปี 2007 ซึ่งเป็นระยะเวลาเพียงไม่กี่เดือนหลังจาก Platform ถูกปล่อยออกมา แอพพลิเคชั่นถูกใช้มากถึงหนึ่งในสามของการเติบโตในการเข้าชมเว็บไซต์ และคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 18% ของจำนวนนาทีที่ใช้งานในเว็บไซต์ โดย 64% ของสมาชิก Facebook ใช้แอพพลิเคชั่นของบุคคลที่สามเพื่อทาสไลด์รูปภาพส่งข้อความด่วน แลกเปลี่ยน Movie Choices และการระดมเงินสาหรับสาเหตุที่ไม่แสวงหาผลกำไร เป็นต้น

อย่างไรก็ตามแม้ทุกส่วนจะมีการเติบโต แต่ในปลายปี 2007 ฐานผู้ใช้ Facebook ยังคงมีจานวนเพียงครึ่งหนึ่งของ Myspace ที่มีผู้ใช้ถึง 100 ล้านผู้ใช้ ซึ่งข้อได้เปรียบอย่างหนึ่งของ Myspace นั่นก็คือ มีเพียง20% ของผู้ใช้ Myspace เท่านั้นที่มีหน้า Facebook แต่มากถึง 64% ของผู้ใช้ Facebook ได้มีการใช้ MySpaceไปด้วย ยิ่งไปกว่านี้ผู้ใช้ยังใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการเข้าใช้ Myspace มากกว่าการใช้ใน Facebook อย่างไรก็ตามการเจริญเติบโตที่มีขนาดใหญ่พอของ Facebook ทำให้ Microsoft เข้ามาลงทุนด้วยเงินจานวน 240 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็น 1.6% ของส่วนของผู้ถือหุ้นในเดือนตุลาคม 2007 ซึ่งการประเมินมูลค่าของบริษัทประมาณ 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จึงมาจากการคาดการณ์รายได้ 150 ล้านเหรียญสหรัฐในปีดังกล่าว ที่ส่วนมากมาจากข้อตกลงการโฆษณา Microsoft 2006 ซึ่งการลงทุนของ Microsoft ยังขยายขอบเขตของข้อตกลงนี้ไปถึงตลาดต่างประเทศอีกด้วย

Unless otherwise stated, the content of this page is licensed under Creative Commons Attribution-ShareAlike 3.0 License