Five Business Use Bi Successfully

โวดาโฟน (Vodafone)
มุ่งเน้นการวิเคราะหฺ์ลูกค้าแบบ real-time และเพิ่มการทําแคมเปญทางการตลาดแบบรายบุุคคล
กลุ่มโวดาโฟน ค่ายมือถือยักษ์ใหญ่ ซึ่งมีธุรกิจทั้งในยุโรป ตะวันออกกลาง เอเซียแปซิฟิค และอเมริกา ในประเทศอิตาลีนั้นฝ่ายการตลาดของโวดาโฟนต้องดูแลลูกค้ากว่า 10 ล้านรายซึ่งมีประวัติ ข้อมูล และความต้องการต่างกัน ลูกค้าเหล่านี้ต้องติดต่อกับบริษัทหลายครั้งในหนึ่งวัน และยังได้รับการเสนอการขาย และข้อมูลใหม่ๆจากบริษัทคู่แข่งอยู่อย่างต่อเนื่อง
นางสาวซิลเวีย แคนเดียนี่ ผู้อํานวยการฝ่ายการตลาดของโวดาโฟน ประเทศอิตาลี กล่าวว่า “BI นั้นส่งผลอย่างมากกับการสร้างกลยุทธ์ของบริษัทเรา ตลาดในประเทศอิตาลีที่มีการแข่งขันกันอย่างมาก ผลักดันใ้ห้เราต้องทํางานรวดเร็วมากขึ้น และต้องมีประสิทธิภาพมากกว่าคู่แข่งด้วย”
“การเลือกใช้ระบบธุรกิจอัจฉริยะ (Business Intelligence — BI) ของแซส ซอฟท์แวร์ ช่วยให้โวดาโฟนสร้างมูลค่าสูงสุดในการติดต่อกับลูกค้าในแต่ละราย ด้วยความสามารถในการนําเสนอแคมเปญแบบส่วนบุคคล และการเลือกช่องทางการนําเสนอได้อย่างตรงใจลูกค้า ซึ่งปัจจุบันนี้การทํากิจกรรมลูกค้าสัมพันธ์ ถือเป็นหนึ่งในกิจกรรมกลยุทธ์ของโครงการธุรกิจอัจฉริยะขององค์กรไปแล้ว ฝ่ายการตลาดของเราต้องรับผิดชอบแคมเปญทางการตลาดกว่า 200 แคมเปญต่อปี และทุกๆ อย่างก็ใช้การบริหารแบบ ออโตเมติค”
ในปี 2008 แคนเดียนี่ กล่าวว่า เราจะมุ่งเน้นไปที่การวิเคราะห์ลูกค้าแบบเรียล์ไทม์ (real-time analytics) และเพิ่มการตอบสนองลูกค้าแบบรายบุคคลให้มากขึ้น (Personalization) ซึ่งปัจจุบันนี้เราสามารถบริหารข้อมูลลูกค้าได้เร็วที่สุดคือ ข้อมูลจากเดือนที่แล้ว แต่เราอยากจะเปลี่ยนให้เป็นรูปแบบของเรียล์ไทม์ คืออยากจะสื่อสาร นําเสนอ และตอบสนองความต้องการของลูกค้า ณ เวลานั้นๆ เลย อย่างเช่นว่า เมื่อลูกค้าซื้อสินค้า A และ B เราจะแนะนําการบริการ C ซึ่งจะสอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าได้มากที่สุด เป็นต้น
แคนเดียนี่สรุปว่า ตอนนี้เราสามารถที่จะวิเคราะห์ และบ่งบอกถึงพฤติกรรมการตอบรับของลูกค้าได้อย่างดีเยี่ยมในแง่ของแคมเปญการโฆษณาหลายๆ อย่างที่สื่อออกไป ดังนั้นเราจึงสามารถที่จะสื่อสารได้อย่างถูกต้อง และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าต่อไปได้

เอ็นทีที โดโคโม (NTT Docomo)
การนํา Business Intelligence Competency Centre (BICC) มาใช้ในโครงสร้างองค์กร
เพื่อที่จะช่วยสนับสนุนการใช้ระบบธุรกิจอัจฉริยะ (BI)
ในสภาวะที่ตลาดมือถือค่อนข้างจะอิ่มตัวในประเทศญี่ปุ่นขณะนี้ ส่งผลให้เกิดความท้าทายอย่างมากสําหรับผู้ให้บริการทางโทรศัพท์ ที่นอกจากจะต้องการเพิ่มจํานวนลูกค้าใหม่ ยังต้องรักษาฐานลูกค้าเดิม และสร้างแคมเปญที่ช่วยให้เกิดการใช้บริการเพิ่มมากขึ้น
เอ็นทีที โดโคโม ยักษ์ใหญ่ในการให้บริการเครือข่ายสัญญาณไร้สายในญี่ปุ่นเลือกใช้เทคโนโลยีของแซส ซอฟท์แวร์ในการทําเหมืองข้อมูล (data mining) เพื่อที่จะให้สอดคล้องกับกลยุทธฺ์ขององค์กรที่ต้องการเพิ่มความพึงพอใจของลูกค้า อีกทั้งยังนําเอา Business Intelligence Competency Centre (BICC) มาใช้ด้วยเหตุผลเดียวกันนี้
นายอกิระ คูโบตะ ผู้อํานวยการด้านระบบข้อมูลของบริษัท เอ็นทีที โดโคโม กล่าวว่า “เอ็นทีที โดโคโม มีการปรับปรุงผลการปฏิบัติงานของธุรกิจเพื่อรับกับสถานการณ์ตลาดที่อิ่มตัว โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้ตรงจุดและสร้างความพึงพอใจสูงสุด เราได้ริเริ่มโครงการที่สามารถตอบรับพฤติกรรมและความต้องการของลูกค้าได้ โดยการใช้เครื่องมือซอฟต์แวร์ในการวิเคราะหฺ์ชั้นสูง นอกจากนั้นยังมีการนำ BICC มาใช้ เพื่อที่จะช่วยสนับสนุนการใช้ BI ให้ทั่วถึงภายในองค์กร และสามารถลดการเปลี่ยนผู้ให้บริการของลูกค้าได้มากคิดเป็นมูลค่า 9.9 พันล้านเยน (ประมาณ 84 ล้านเหรียญสหรัฐ) ต่อปี”
การที่เราเลือกใช้เหมืองข้อมูล และการนําเครื่องมือซอฟต์แวร์วิเคราะห์ชั้นสูงมาใช้ในองค์กร เพื่อที่จะนําผลมาปรับปรุงการปฏิบัติการขององค์กรนั้น องค์กรไม่ได้ต้องการเพียงแค่ฝ่ายไอทีเพื่อช่วยในการทําการวิเคราะห์เท่านั้น หากแต่ว่าองค์กรจะต้องสร้างโครงสร้าง และวัฒนธรรมองค์กรขึ้นมาเพื่อที่จะสนับสนุนงานการวิเคราะห์นี้ด้วย การที่จะมีความรู้เรื่องระบบ ข้อมูล เครื่องมือ และกระบวนการได้มาของข้อมูลก็เป็นสิ่งจําเป็นอย่างยิ่งในการตระหนักถึงความซับซ้อนของการวิเคราะห์ และให้มีประสิทธิผลมากขึ้น
หน่้วย BICC ของเราอยู่ในฝ่ายของระบบข้อมูล ซึ่งประกอบด้วยกลุ่มนักวิเคราะห์ รับผิดชอบสําหรับการทําเหมืองข้อมูล และการวิเคราะห์ชั้นสูง รวมถึงการดึงกลุ่มข้อมูลที่ซับซ้อน ปัจุจุบันเรามีพนักงานประมาน 30 คน นอกจากนี้เรายังมีกลุ่มพัฒนาคลังข้อมูลซึ่งทําการพัฒนาคลังข้อมูล (datawarehouse) โดยเฉพาะ ทำให้หน่วย BICC ของเราสามารถตอบสนองความต้องการเชิงธุรกิจขององค์กรเชิงรุกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตัวอย่างเช่น การป้องกันการยกเลิกการใช้บริการของลูกค้า หน่วย BICC จะทํางานร่วมกับหน่วยธุรกิจที่เกี่ยวข้อง เช่น ฝ่ายวางแผนกลยุทธ์ขององค์กร และฝ่ายการตลาด เพื่อร่วมกันหาแผนที่ดีที่สุด ดังนั้นทุกๆ หน่วยในองค์กรจะได้รับ และใช้ประโยชน์จาก BICC ร่วมกัน และสามารถที่จะสร้างโครงการต่างๆ ร่วมกันด้วยศักยภาพของข้อมูลที่ผ่านการวิเคราะห์มาแล้ว
หน่วยธุรกิจทุกๆ ฝ่าย และหน่วย BICC จะทํางานร่วมกันโดยการสร้างสถานการณ์จําลองหลายๆ แบบในหัวข้อเดียวกัน ซึ่งจะมีมากกว่าร้อยสถานการณ์ในหนึ่งหัวข้อ ซึ่งจากหลายร้อยสถานการณ์นี้ BICC จะสร้างตัวแปรขึ้นมาเป็นร้อยหรือพันตัวแปร และสร้างโมเดลเชิงคณิตศาสตร์เพื่อที่จะใช้วิเคราะห์คาดการณ์ การใช้แบบจําลองวิเคราะห์คาดการณ์นี้จะทําให้การวัดผลเพื่อเพิ่มความพึงพอใจของลูกค้า การลดการยกเลิกสัญญาน และสามารถสร้างแคมเปญในการนําเสนอบริการใหม่ๆ ได้แม่นยํากว่า กลยุทธ์ทางธุรกิจที่พัฒนามาจากโมเดลนี้ จะทําให้เราสามารถปรับปรุงการบริการให้ลูกค้าได้ทั้งแบบรายบุคคล รวมไปถึงร้านค้าของโคโดโม และ call centers อาทิ เช่น เมื่อลูกค้าที่มีแนวโน้มที่จะยกเลิกบริการของเราได้แวะมาที่ร้าน พนักงานจะนำเสนอแคมเปญประมาณ 3-4 แบบเพื่อเป็นทางเลือกให้แก่ลูกค้า ณ เวลานั้นให้ได้มากที่สุด ซึ่งหนึ่งในนั้นอาจจะเป็นการแนะนําแผนการจ่ายเงินที่ลูกค้าอยากได้ หรือการแนะนํา่บัตรเครดิตของโดโคโม และเมื่อเรามุ่งเน้นในด้านการให้บริการลูกค้าแล้ว สําหรับลูกค้าที่เป็นสมาชิกโคโดโมพรีเมียร์คลับ เรายินดีที่จะขยายระยะเวลาการซ่อมบํารุง และเปลี่ยนแบตเตอรี่ให้แก่ลูกค้าฟรีอีกด้วยการใช้โมเดลจําลองการวิเคราะห์คาดการณ์นี้ ทําให้เราสามารถประมาณผลกําไรจากการลงทุนในการป้องกันการยกเลิกของลูกค้าได้ และยังสามารถวัดและป้องกันได้อย่างทันท่วงทีอีกด้วย

  • ข้อมูลจาก IDC: Worldwide Business Analytic Software 2007-2011 Forecast Update and 2006 Vendor Shares: Business Intelligence, Data Warehousing, and Analytics Applications Forecast Points. Sept 2007

นกแอร์
คุณณัฏฐโพธ กุศลาไสยานนท์ ผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายการบริหารรายได้และระบบชำระเงิน บริษัทสายการบินนกแอร์ จำกัด กล่าวว่า “ในฐานะที่นกแอร์เป็น Innovative Company เราเล็งเห็นถึงประโยชน์ในการนำเทคโนโลยีมาช่วยในกระบวนการทำงานของเราโดยเฉพาะโซลูชั่นในรูปแบบของ Business Intelligent ที่จะช่วยขับเคลื่อน และผลักดันธุรกิจของบริษัท โซลูชั่น Self-Service Business Intelligence project จะช่วยให้เราสามารถรวบรวมข้อมูลสำคัญได้ครบถ้วน เห็นปัญหาได้เร็วกว่าการรวบรวมข้อมูลตามปกติ สามารถคิดวิเคราะห์ต่อได้ทันที ที่สำคัญโปรแกรมนี้จะช่วยทำให้ผู้บริหารใช้เวลาในการตัดสินใจสั้นลง ซึ่งสำคัญมากสำหรับการเพิ่มโอกาสในการแข่งขันของเรา”
“ไอทีในยุคปัจจุบันช่วยเปิดโลกใหม่ พร้อมทั้งนำเสนอตัวเลือกและแนวทางการทำงานที่ยืดหยุ่นมากขึ้น” นางสาวปฐมา กล่าวเสริม “ด้วยการเปิดตัว Office 2010 และ SharePoint 2010 ในครั้งนี้ เราได้ปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน โดยการให้ผู้ใช้งานสามารถทำงานผ่านทางพีซี โทรศัพท์เคลื่อนที่ และเว็บบราวเซอร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การเปิดตัวผลิตภัณฑ์กลุ่ม 2010 ช่วยยกระดับมาตรฐานการทำงาน ในแง่ของเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า และการวางแนวทางที่ชัดเจนถึงแผนการสนับสนุนธุรกิจของลูกค้าในช่วงต่อไปจากนี้ได้เป็นอย่างดี”

จิ้นเซ่งฮวด
ธุรกิจค้าอะไหล่ยนต์กับการวิเคราะห์ข้อมูลการขาย เพื่อเพิ่มผลกำไรให้ขึ้นอันดับหนึ่ง โดยไม่หวังเป็นที่หนึ่งด้านรายได้ของอุตสาหกรรมนี้ ใครอีกหลายคน ที่ทำธุรกิจอาจมองว่าการทำอย่างไรให้บริษัทมีรายได้สูงสุดเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจ แต่สำหรับผู้ค้าอะไหล่ยนต์อย่างจิ้นเซ่งฮวด การมีรายได้สูงสุดอาจไม่ใช่สิ่งแรกที่เขามอง "ผมไม่ขอเป็นที่หนึ่งด้านรายได้ในธุรกิจค้าอะไหล่ยนต์ ใครจะรู้ว่าเซลของผมอาจจะมุ่งมั่นทำยอด ลดราคาเสียจนลืมไปว่าบริษัทจะได้กำไรเท่าไร" ลีนวัฒน์ เชื้อรัตนพงษ์ กรรมการบริหาร บริษัท จิ้นเซ่งฮวดอะไหล่ยนต์ จำกัด น้องชายคุณกิตติชัย เชื้อรัตนพงษ์ ที่ครั้งหนึ่งบรรณาธิการ Computerworld เคยสัมภาษณ์พูดคุยในเรื่องการลงทุนระบบอีอาร์พีของไอบีเอ็มครั้งใหญ่ ผู้นำแนวคิดการใช้เทคโนโลยีกับธุรกิจอะไหล่ยนต์ด้วยไอบีเอ็ม System 36 ครั้งแรกเมื่อกว่า 20 ปีที่แล้ว

แม้ธุรกิจอย่างจิ้นเซ่งฮวดจะดูเหมือนง่าย เพียงรับอะไหล่จากผู้ผลิตรถยนต์มาขายส่งต่อให้กับร้านค้าอะไหล่ยนต์รายย่อย แต่ในความเป็นจริงการหากุญแจเพื่อไขประตูสู่ความสำเร็จนั้นกลับทำได้ยากยิ่งนัก จิ้นเซ่งฮวดต้องสร้างความต่างด้านคุณภาพการบริการที่ลูกค้าจะได้รับเช่น การวางระบบอีคอมเมิร์ซให้ลูกค้าสามารถสั่งซื้อสินค้าได้ผ่านเว็บไซต์ การส่งอะไหล่ภายใน 24 ชั่วโมงสำหรับในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล การสร้างโปรโมชันและหลักเกณฑ์การขายที่แน่ชัดเชื่อถือได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถือได้ว่าเป็นค่าใช้จ่ายมูลค่าสูง ดังนั้นเรื่องการบริหารจัดการต้นทุนการปฏิบัติงาน และการบริหารคลังสินค้าจึงเป็นเรื่องที่ผู้บริหารอย่างลีนวัฒน์ต้องนำระบบ BI เข้ามาค้นหากุญแจต่างๆ ที่จะไขไปสู่ความสำเร็จ

"ระบบอีอาร์พีที่เราติดตั้งมาตั้งแต่กุมภาพันธ์สองปีที่แล้ว ทำให้เรามีข้อมูลการขายที่เพียงพอจะให้ระบบ BI วิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ โดยเน้นเรื่องงานขายก่อน แล้วจึงค่อยปรับ BI มาใช้กับคลังสินค้าและการเงินต่อไป" ลีนวัฒน์ กล่าว ปัจจุบันจิ้นเซ่งฮวดใช้ระบบ BI จาก COGNOS และกำลังจะเปลี่ยนเป็น Hyperion เนื่องจากมีฟังก์ชันที่เหมาะสมกับธุรกิจ และมีทีมซัพพอร์ตหลังการขายในเมืองไทยที่ทำงานร่วมกับจิ้นเซ่งฮวดมานานกว่า
สร้างทีมขายมืออาชีพ
รถยนต์เพียงหนึ่งยี่ห้ออาจมีชิ้นส่วนอะไหล่ให้จดจำมากกว่าแสนรายการ ดังนั้นในอดีต หากจะสร้างทีมขายสักคน ให้กับธุรกิจอะไหล่ยนต์ ต้องส่งพนักงานขายรายนั้นไปเริ่มต้นเรียนรู้ชนิดอะไหล่ต่างๆ ตั้งแต่เป็นเด็กจัดสินค้าหลังร้าน แล้วค่อยเลื่อนเป็นเด็กหยิบสินค้าหน้าร้าน แล้วมาเป็นเซลขายหน้าร้าน สุดท้ายมีความรู้มากพอก็กลายเป็นหลงจู้หรือผู้จัดการร้าน ซึ่งกินเวลาทั้งหมดไม่ต่ำกว่า 5 - 10 ปี

"เทคโนโลยีกำลังทำให้ผมสร้างทีมขายได้เร็วภายใน 3 เดือน ระบบ BI ทำให้ผมรู้ว่าโตโยต้ามีอะไหล่ 120,000 รายการ เรามีขายทั้งเก็บสต๊อกเองหรือสั่งห้างกว่า 18,000 รายการ แต่มีที่ขายดีจริงๆ เพียง 1,200 รายการ ซึ่งในพันกว่ารายการนี้เป็นยอดขายให้ผมถึง 75 เปอร์เซ็นต์ของอะไหล่โตโยต้าทั้งหมด นั้นแสดงให้เห็นว่าคุณไม่ต้องรู้จักอะไหล่ทุกชิ้น ขอเพียงพันกว่าชิ้นที่ขายดีก็พอ นอกจากนี้ผมกำลังอิมพลีเมนต์ระบบอีแคตตาล็อก ซึ่งจะลงทุนซื้อโน้ตบุ๊กให้เซลทุกคน ดังนั้นทีมขายไม่ต้องจำรายละเอียดมากอีกต่อไป แต่ต้องมีความรู้ดีระดับปริญญาตรี ซึ่งตรงนี้ก็จะช่วยดึงดูด แก้ปัญหาเรื่องคนที่ไม่มีใครอยากมาทำงานด้านอะไหล่รถยนต์มากนักได้ เราทำให้เขาเห็นว่าธุรกิจของเราใช้เทคโนโลยีชั้นนำ ไม่ใช่นั่งเบื้อนน้ำมันเหมือนในอดีตอีกแล้ว" ลีนวัฒน์ กล่าว

ซึ่งการเลือกลงทุนโน้ตบุ๊กแทนที่จะเป็นพีดีเอก็เป็นอีกกุญแจหนึ่งที่จะสร้างความสำเร็จให้ทีมขาย "มีหลายคนถามผมว่าทำไมไม่ใช้พีดีเอ ผมตอบง่ายๆ มันไม่พอเก็บข้อมูล เพราะจุดประสงค์ของเราไม่ใช่แค่เก็บอะไหล่ขายดี รถยนต์ยี่ห้อหนึ่งมีเป็นแสนรายการ เราต้องเก็บข้อมูลทุกชนิดให้เพียงพอในการตอบคำถามลูกค้า หรือบางกรณีเราสั่งสินค้าเป็นรหัส แต่ลูกค้าจำแต่รูปแบบที่คุ้นเคยอย่างคำพูดติดปาก เช่น เอาไฟตากลมมรกตรุ่นเตารีด ซึ่งบอกแบบนี้มันไม่เพียงพอ การมีโน้ตบุ๊กที่ใส่อีแคตตาล็อกไว้ ก็จะช่วยให้ลูกค้าสามารถดูรูปอะไหล่และสั่งสินค้า พนักงานขายก็ปิดการขายได้ทันที ดังนั้นแค่พีดีเอคงไม่พอ"

และอีกปัญหาหนึ่งที่ผู้บริหารต้องพบเจอทุกครั้งที่ประชุมเรื่องยอดคือ การรบกับทีมขายในปัญหาต่างๆ แต่สำหรับลีนวัฒน์แล้วระบบ BI ช่วยให้การบริหารทั้งระบบมีหลักการ เหตุผลและตัวเลขยืนยันตลอดทุกจุด "ปัจจุบันนี้เซลฉลาดขึ้น ผู้บริหารก็ต้องปรับตัว ต้องคุยด้วยตัวเลขจริงๆ อย่างที่บอกเซลชอบอ้างว่าจะให้ขายอะไรเยอะแยะ แค่นี้ก็จำกันไม่หมดแล้ว ผมก็เอาตัวเลขให้ดูว่าจริงๆ อะไหล่ที่ขายดีมีแค่ 1,200 รายการเท่านั้นเอง แล้วที่คุณถืออยู่มีแค่กี่ตัว แต่ละตัวขายได้กันเท่าไร ซึ่งด้วยเทคโนโลยีที่เราลงทุนไว้ในวันนี้ ผมสามารถประชุมแล้วเรียกยอดจริงจากเมื่อวานหรือเมื่อเช้าก่อนประชุมได้ทันที ซึ่งพอเขาเห็นตัวเลขร่วมกับเราก็จะเข้าใจ แล้วต่อไปตัวเลขต่างๆ นี้สามารถช่วยเราในเรื่องอื่นๆ ได้อีก" ลีนวัฒน์ กล่าว
เร่งกำไร แทนยอดขาย
ปัญหาหนึ่งที่จิ้นเซ่งฮวดพบเจอทุกวัน คือ การจัดส่งสินค้าไม่เต็มจำนวนในแต่ละเที่ยว ทุกวันนี้จิ้นเซ่งฮวดมีรถกะบะขนส่งอะไหล่ไปยังลูกค้าในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลจำนวนกว่า 14 คัน และใช้บริการบริษัทขนส่งเพื่อส่งสินค้าไปยังต่างจังหวัดทั่วประเทศอีกนับไม่ถ้วน แต่ด้วยนโยบายคุณภาพการให้บริการที่กำหนดว่าต้องส่งสินค้าถึงลูกค้าในเขตกรุงเทพฯ ภายใน 24 ชั่วโมงนี้เอง ทำให้บางครั้งสินค้ายังยังไม่เต็มคันรถก็ต้องตัดใจออกไปส่งลูกค้า ซึ่งหากเป็นธุรกิจอื่นคงมองเรื่องของการจัดพื้นที่หรือรอรับออเดอร์จนเต็มค่อยส่งสินค้า แต่ข้อมูลเหล่านี้เมื่อเข้าสู่ระบบ BI แล้ว สิ่งที่ลีนวัฒน์นำไปใช้ประโยชน์ในมุมกลับกันคือการบริหารการขายตามโซนจัดส่ง

"ผู้จัดการคลังสินค้ามักจะรายงานผมเสมอ เวลารถส่งสินค้ามีสินค้าไม่เต็มคันหรือน้อยจนไม่คุ้มค่า ข้อมูลเหล่านี้เมื่อใช้ BI ผมก็สามารถรู้ได้เลยว่าเขตไหนภาคไหนขายไม่ค่อยดี แล้วพนักงานขายคนใดรับผิดชอบหรือบริเวณนั้นมีกลุ่มลูกค้าที่มีพฤติกรรมอย่างไร ผลที่ตามมาคือ โปรโมชันไปสู่ลูกค้าเช่น สำหรับลูกค้ารายย่อยเราอาจจะบอกให้ซื้อยอดเกิน 5,000 บาท ส่งฟรี หากยอดไม่ถึงขอให้ช่วยค่าใช้จ่ายหน่อย 10-20 บาท ซึ่งเจ้าของกิจการส่วนใหญ่ไม่มีใครยอมเสียอยู่แล้ว เขายอมที่จะสั่งซื้อมากขึ้นอีกนิดสต๊อกสินค้าอีกหน่อยแล้วไม่ได้เสียอะไรเลยดีกว่า" ลีนวัฒน์ กล่าว

นอกจากนั้น BI ยังช่วยในเรื่องของการบริหารทีมขายให้กับจิ้นเซ่งฮวดด้วย ลีนวัฒน์ จึงเสริมว่า "หากเป็นเมื่อก่อนผมเห็นพนักงานขายคนไหนขายได้เยอะ ผมก็อาจให้รางวัลคนนั้น แต่มาวันนี้หลังจากผมดูข้อมูลที่วิเคราะห์แล้วจาก BI ผมบอกทั้งทีมเลยว่า ให้ทำกำไรให้บริษัทเยอะที่สุดคนนั้นได้รางวัล เพราะ BI ทำให้เราสามารถรู้ได้ว่าพนักงานแต่ละคนมีศักยภาพทำกำไรให้บริษัทเท่าไร ปัญหาหนึ่งที่หลายองค์กรมักเจอคือ การที่พนักงานมักคิดถึงยอดขายมากกว่า แต่ไม่คิดถึงผลกำไรให้บริษัท บางคนขายได้เป็นจำนวนมาก แต่ก็ลดราคามาก แถมมาก แม้ยอดจะดูเยอะ แต่ค่าใช้จ่ายแฝงอื่นๆ อาจสูงจนทำให้เหลือกำไรนิดเดียว ซึ่งหากเรามีคนอย่างนี้จำนวนมากก็จะทำให้ตัวเลขรายได้ของบริษัทสูงจนน่าดีใจ แต่พอกลับมาดูผลกำไรจริงๆ กลับได้เพียงนิดเดียว ในขณะที่อีกคนหนึ่งขายได้ยอดน้อยกว่า แต่กำไรที่ได้สูงกว่า ดังนั้นการค้าขายแบบใหม่จึงต้องมองในเรื่องของผลกำไรมากกว่ายอดรายได้"
อนาคตการลงทุน
การใช้เทคโนโลยีด้าน BI เข้ามาจัดการเรื่องยอดขายนั้น ใครหลายคนอาจมองว่าเป็นเพียงการดึงประโยชน์จากการลงทุนระบบอีอาร์พีครั้งใหญ่เมื่อสองปีที่แล้ว ซึ่งก็ถูกต้องในมุมมองหนึ่ง แต่ในความเป็นจริงแล้วคือการสร้างความพร้อมในการรองรับการแข่งขันที่จะเพิ่มสูงขึ้นทุกวัน "เราต้องทำให้เจ้าของผลิตภัณฑ์เห็นว่า การเป็นพ่อค้าคนกลางนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องวุ่นวายเรื่องทีมขาย ต้องลงทุนระบบเทคโนโลยีให้ดีถึงจะรองรับธุรกิจได้ และสิ่งที่เราบอกเขาคือ คุณไม่ต้องมาลงมือทำเองหรอก แต่บอกยอดที่เราต้องรับผิดชอบมา" ลีนวัฒน์ กล่าว

การเพิ่มมูลค่าทางธุรกิจเหล่านี้คือ สิ่งที่ลีนวัฒน์กำลังวาดฝันและลงมือสร้างให้เป็นจริงในอีกปีข้างหน้าที่อยู่อีกหลายเรื่อง เช่น การใช้ระบบบาร์โค้ดเพื่อตรวจสอบการจัดส่งสินค้าและตรวจสินค้าคงคลัง ลดเวลาการปิดคลังสินค้า การใช้ระบบ BI เพื่อบริหารเรื่องสินค้าคงคลัง ค้นหาสินค้าขายดี สินค้าค้างสต๊อกนาน การลงทุนด้านเว็บอีคอมเมิร์ซเพิ่มเติม การตรวจสอบการสั่งซื้อ สถานะการจัดส่งสินค้า หรือเรื่องของซัพพลายเชนที่ทำอย่างไรให้ต้นทางถึงปลายทางถูกที่สุด

"อย่างเรื่อง RFID เราก็มองอยู่ ผมอ่านประจำในนิตยสารนี้แล้วคิดตลอดว่าเมื่อไรจะถูก ถ้าถูกเมื่อไรผมลงทุนทันที แค่ผมส่งคลื่นออกไปแล้วรู้ทันทีว่าในคลังซึ่งมีพื้นที่กว่า 4,000 ตารางเมตรของผมมีสินค้าอะไรเหลือบ้าง โดยไม่ต้องปิดคลังเลย แค่นี้ก็คุ้มที่จะลงทุนแล้ว" ลีนวัฒน์ ทิ้งท้ายให้เห็นว่ายังมีการลงทุนอีกหลายส่วน ซึ่งหากมีโอกาสเราจะมานำเสนอในส่วนอื่นๆ ของจิ้นเซ่งฮวดต่อไป

Unless otherwise stated, the content of this page is licensed under Creative Commons Attribution-ShareAlike 3.0 License