Computer Network >> Internet <<

Computer Network

Internet

Internet
เป็นระบบ WANs ที่ใช้มาตรฐาน TCP/IP

ประวัติของ Internet

เริ่มจากโครงการกระทรวงกลาโหมสหรัฐที่วิตกเรื่องสงครามนิวเคลียร์ เพราะหากศูนย์ข้อมูลโดนโจมตี ข้อมูลก็อาจเสียหายได้ จึงต้องพยายามสร้างระบบเชื่อมโยงข้อมูลกัน

วิวัฒนาการของ Internet

1. ช่วงนวัตกรรม ปี 1964-1974 เกิดระบบเครือข่ายขึ้น แต่ยังทาอยู่คนละมาตรฐานกัน
2. ช่วงสถาบัน ปี 1975-1995 เริ่มมีการใช้มาตรฐาน TCP/IP
3. ช่วงพาณิชย์ ปี 1995-ปัจจุบัน คือ ช่วงนี้เริ่มตั้งแต่มีการใช้ภาษา HTML โดยอินเตอร์เน็ตเป็นพื้นฐานหลักในการทำธุรกิจ

องค์ประกอบหลักของอินเตอร์เน็ต

Circuit switching เป็นระบบที่ใช้ในโทรศัพท์บ้าน โดยมีรูปแบบคือ เมื่อมีการติดต่อสื่อสารขึ้นในช่องทางนั้น การสื่อสารอื่นๆ ก็จะไม่สามารถใช้งานได้ จนกว่าคู่สายนั้นจะหยุดการใช้งาน ระบบนี้จึงใช้กับโทรศัพท์บ้านเป็นหลัก ซึ่งตรงนี้ทาให้มีการการันตีว่า ถ้ามีการใช้งานเกิดขึ้น คนอื่นๆจะไม่สามารถเข้ามาใช้งานได้ นั่นคือจะไม่ถูกรบกวนจากผู้อื่น
องค์ประกอบหลักและเทคโนโลยีที่ใช้เป็นพื้นฐานของอินเตอร์เน็ต
1. Packet Switching Network
2. TCP/IP
3. Client Server

Packet Switching Network

999010_675489195800788_1068753643_n.jpg

ข้อมูลจะถูกแปลงออกมาเป็น Digital หลังจากนั้นจะถูกแปลงออกมาเป็น Packet ในแต่ละ Packet จะถูกส่งไปยังเส้นทางต่างๆ ที่แตกต่างกันหรือเหมือนกันก็ได้ และถูกรวมเป็นข้อมูลส่วนเดียวที่ปลายทาง ขนาดของ Packet ขึ้นอยู่กับประเภทของเครือข่าย เช่น ใน LAN ขนาดของ Packet อยู่ที่ 1024 Bits สมมติว่าเรามีข้อมูลอยู่ประมาณ 3000 Bits ข้อมูลนั้นก็จะถูกแปลงออกมาเป็น 3 Packet เนื่องจากในแต่ละ packet มีข้อมูลได้ประมาณ 1000 bits และถูกส่งไปคนละเส้นทาง ในแต่ละ Packet มันจะเหมือนกับซองจดหมาย จะมีตัวเนื้อหา ที่อยู่ของผู้ส่ง และที่อยู่ของผู้รับ ในเครือข่ายจะมี router ทาหน้าที่เหมือนบุรุษไปรษณีย์คอยทาหน้าที่นาส่งแต่ละ Packet เมื่อไปถึงปลายทางก็จะถูก check ว่ามาถึงครบถ้วนหรือไม่ จากนั้นก็เข้ามารวมกันเป็นข้อมูลส่วนเดียวดังเดิม

PacketSwitchNet.gif

ข้อดีของ Packet Switching Network คือ ในแต่ละ communication line สามารถนาส่ง Packet ร่วมกัน สามารถแชร์เส้นทางร่วมกันได้ ซึ่งแตกต่างจาก Circuit Switching Network ซึ่งถ้าเรากาลังใช้ทางเส้นนั้นอยู่ คนอื่นจะไม่สามารถใช้ทางเส้นนั้นได้เลย จะใช้ได้ก็ต่อเมื่อข้อมูลที่อยู่ใน line ไปถึงจุดหมายแล้ว
ซึ่งการรับส่งข้อมูลทุกอย่างในระบบ Internet ไม่ว่าจะเป็น รูปภาพ วีดีโอ ข้อความ เพลง e-mail จะต้องตั้งอยู่ในรูปแบบ Packet Switching Network

TCP/IP
คือ เครื่องมือที่ใช้ในการแบ่งข้อมูลออกมาเป็น IP Packet หลังจากนั้นนาส่งแต่ละ Packet จากเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ส่งข้อมูลไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์ที่รับข้อมูล

หน้าที่ของ TCP (Transitions control protocol) คือ เป็นมาตราานในการใช้แบ่งข้อมูลออกมาเป็น Packet และทาหน้าที่คอย check ว่าแต่ละ Packet ที่มีการนาส่งมาถึงปลายทางครบหรือไม่

หน้าที่ของ IP (Internet Protocol) คือ ทาหน้าที่ในการนาส่ง Packet จากเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ส่งข้อมูลไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์ที่หมาย

IC213263.gif

TCP/IP เป็นการเชื่อมต่อระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์บนเครือข่าย internet มี 4 layers ดังนี้
• Application Layer เช่น การใช้ Web browser, E-mail, Games Online Application และส่งข้อมูลไปยังชั้น Transport
• Transport Layer หน้าที่หลัก คือ เป็น TCP ทาหน้าที่ในการแบ่งข้อมูลออกมาเป็น Packet และให้ number ของ Packet จากนั้นก็ส่ง Packet ไปที่ชั้น internet
• Internet Layer หน้าที่หลัก คือ เป็น IP ทาหน้าที่ในการนาส่ง Packet จากเครื่อง A ไปยังเครื่อง B
• Network Interface Layer เป็นชั้นที่ Packet ถูกแปลงออกมาให้อยู่ในรูปสื่อใดสื่อหนึ่ง ถ้าเป็น twisted pair cable ก็อยู่ในรูปกระแสไฟฟ้า ถ้าเป็น Fiber-Optic cable ก็เป็นแสง ถ้าเป็นรูปแบบของสัญญาณเครือข่ายไร้สายก็เป็นสัญญาณวิทยุ และเมื่อไปถึงปลายทางจากรูปแบบกระแสไฟฟ้าหรือรูปแบบอื่นๆ ก็ถูกแปลงออกมาเป็น IP Packet ซึ่งในแต่ละ IP Packet ก็จะถูก check ที่ชั้น transport ว่าข้อมูลมาครบถ้วนหรือไม่

1045103_675489239134117_1226106391_n.jpg

รูป การแบ่งชั้นของ TCP/IP

IP Address
IP Address (Internet Protocol Address) คือ หมายเลขประจำเครื่องคอมพิวเตอร์หรือตัวเลขที่ใช้แทนที่อยู่ของเครื่องคอมพิวเตอร์ (รวมถึง iPhone, iPad, etc.)บนระบบเครือข่าย IP Address จะไม่ซ้ำกันในทุกๆอุปกรณ์ ซึ่งประกอบด้วยตัวเลข 4 ชุด มีเครื่องหมายจุดขั้นระหว่างชุดเช่น 192.168.1.1 โดยเวอร์ชั่นIP Address ในปัจจุบันคือ version 4 หรือ IPv4 ซึ่งมีทั้งหมด 32 bit หรือ 4 byte ซึ่งแต่ละชุดมีตัวเลขเริ่มตั้งแต่ 0-255 โดย IPv4 สามารถมีเลข IP Address ได้ประมาณ 4 พันล้าน IP Address ซึ่งในปัจจุบันเริ่มไม่เพียงพอต่อการใช้งานเนื่องจากประชากรบนโลกมีประมาณ 7 พันล้านคนและแต่ละคนยังมีอุปกรณ์ที่ใช้เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตมากกว่า 1 เครื่อง จึงได้เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงจาก IPv4 ไปเป็น IPv6 ซึ่งมี 128 bitและมีการคาดการณ์ว่า IPv6 นี้สามารถรองรับการใช้งานได้อย่างเพียงพอไปอีกเป็น 100 ปี

IP Address มี 2 ประเภท
• Static address คือ ไม่มีการเปลี่ยนแปลง IP address ส่วนใหญ่ใช้กับเครื่อง Server
• Dynamic address คือ IP Address จะมีการเปลี่ยนแปลงไปในแต่ละครั้งเมื่อมีการเชื่อมต่อระบบเครือข่าย เมื่อเราเชื่อมต่อเข้ากับระบบเครือข่าย ISP (Internet Service Providers) จะทาการสุ่มหมายเลข IP Address ให้เรา

Domain Names
Domain Names คือ ชื่อของเว็บไซท์ที่ใช้แทน IP Address เนื่องจาก IP Address จะเป็นชุดของตัวเลข ทาให้จดจาได้ยาก จึงมีการใช้ Domain Name แทนการใช้ IP Address

Domain Names System (DNS)
Domain Names System คือ ระบบที่จับคู่ IP Address กับ Domain Name นั่นคือเมื่อเราพิมพ์ชื่อเว็บไซท์ที่เป็นภาษาอังกฤษ DNS จะทาการจับคู่หรือค้นหาชื่อเว็บไซท์นั่นว่ามีการใช้เลข IP Address อะไร เพื่อระบุ Address ของเครื่องคอมพิวเตอร์บนระบบเครือข่าย

Uniform Resource Locators (URL)
URL เป็นเสมือนที่อยู่ของเอกสารบนเว็บไซท์ โดยเอกสารจะต้องมี URL เป็นของตัวเอง URL เป็นสิ่งที่ใช้ในการระบุที่อยู่ของเอกสารนั้น แต่ละ URL ประกอบไปด้วยส่วนพื้นฐาน 3 ส่วน คือ Protocol, Domain name, Subdirectory เช่น

1010240_675489315800776_728769674_n.jpg

Top Level Domain Name คือ คาที่อยู่หลัง (.) เช่น .com, .th, .org และอื่นๆ ซึ่งมีอยู่ 3 ประเภทหลักๆ คือ
• Unsponsored Top Level Domain Name คือ Top level Domain Name ที่ใครๆ ก็สามารถนาไปใช้ได้ อย่างเช่น .com ที่มาคือ commercial จะเน้นไปในทางการค้า แต่ปัจจุบันแม้ไม่ได้ทาการค้าก็สามารถใช้ได้
• Sponsored Top Level Domain Name คือ จะต้องเป็นสมาชิกขององค์กรถึงสามารถนาไปใช้ได้ อย่างเช่น .asiaจะต้องเป็นสามารถชิกที่อยู่ในทวีปเอเชียถึงจะสามารถนาไปใช้ได้ หรือ .museum ก็จะต้องเป็นพิพิธภัณฑ์ เป็นต้น
• Country Top Level Domain Name คือ ในแต่ละประเทศจะมีการระบุ Top Level Domain Name อย่างประเทศไทยก็คือ .th, ประเทศอังกฤษ .uk, ประเทศมาเลเซีย .my เป็นต้น

ICANN (Internet Corporation for Assign Names and Numbers)
เป็นองค์กรที่ระบุและจัดการ Domain Name

icann2.jpg

Creating a good domain name โดยมีเว็บไซท์ที่ช่วยในการตั้งชื่อ Domain name คือhttp://www.wordoid.com โดยจะนาชื่อต่างๆ ที่เราสนใจมาผสมกันให้เป็นชื่อที่น่าสนใจได้

ISP (Internet Service Providers)
คือ ผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต ส่วนใหญ่มักมาจากบริษัทโทรศัพท์หรือบริษัทเคเบิ้ลทีวี เนื่องจากมีโครงสร้างพื้นฐานอยู่แล้ว ซึ่งจะมี Narrowband กับ Broadband

Internet, Intranets และ Extranets
Internet, Intranets และ Extranets เหมือนกันที่เครือข่ายใช้มาตราานเดียวกันคือ TCP/IP และแตกต่างกันที่การเข้าถึงข้อมูล ดังนี้
• **Internet : เป็นระบบสาธารณะ สามารถเข้าถึงได้ทุกคน
• **Intranets : เป็นระบบเครือข่ายภายในองค์กร สามารถเข้าถึงได้เฉพาะคนในองค์กร เช่น ระบบอีเมล์ของนิด้า
• **Extranets : เป็นระบบเครือข่ายระหว่างองค์กร สามารถเข้าถึงได้ระหว่างองค์กร หรือองค์กรกับลูกค้า

1012659_675489345800773_1539582137_n.jpg

Business Internet Connectivity
ธุรกิจที่ต้องการความปลอดภัยจะใช้สายเช่า เช่น T1 Lines 1.544 Mbps และ T3 Lines 45 Mbps ที่มีราคาที่สูง หรือระบบโครงข่ายที่เรียกว่า Asynchronous transfer mode (ATM) เหล่านี้เป็นระบบเครือข่ายที่ให้บริการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตความเร็วที่สูงและความปลอดภัยก็สูงเช่นเดียวกัน จึงมีราคาที่สูงมากในการใช้
ในด้านของการเชื่อมต่อ แนวโน้มในอนาคตที่มีการพูดถึง เช่น การใช้กระแสไฟฟ้าหรือการเสียบปลั๊กไฟ ที่ทาให้สามารถเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้ มีการทดลองอยู่ที่ 1-3 เมกะบิต ต่อวินาที
ข้อดี คือ สามารถใช้โครงสร้างที่มีอยู่ปัจจุบันได้เลย
WiMax เป็นอีกอันที่ เป็นแนวโน้มในการเข้าถึงอินเตอร์เน็ต
อินเตอร์เน็ตนั้นไม่มีใครเป็นเจ้าของ แต่มีหน่วยงานที่มีการกากับมาตรฐานต่างๆ การกำหนดมาตรฐานของเทคโนโลยีบนอินเตอร์เน็ต เช่น XML ซึ่งมาจาก World Wide Web Consortium
Web กับ อินเตอร์เน็ต มีความแตกต่างกัน คือ Web เป็น Application ที่ใช้บน อินเตอร์เน็ต เริ่มต้นมาจาก Tim Berners Lee สร้างภาษา html ขึ้นและ Marc Andreessen ได้สร้างเว็บบราวเซอร์แรกของโลกขึ้นชื่อ MOSAIC แต่ไม่ถูกนามาใช้ในเชิงพาณิชย์ ต่อมาถูกนามาใช้ในเชิงพาณิชย์ครั้งแรกในปี 1994 นั่นคือ Netscape ตั้งแต่ออก Windows 95 พร้อมกับ IE (Internet Explorer) เลยทาให้ IE ได้ส่วนแบ่งการตลาดมากที่สุด

Web browsers ต่างๆ ในปัจจุบัน
Internet Explorer มีส่วนแบ่งการตลาดสูงที่สุด ถึง 73% รองลงมาคือ Firefox 19% ที่เหลือเป็นของ Opera Safari (for Apple) และ Google chrome

Trends

Trendsของอินเตอร์เน็ตปัจจุบัน
Trends อันแรกที่ร้อนแรงที่สุดในปัจจุบัน คือ Cloud Computing เป็นการให้บริการข้อมูลต่างๆ จากเดิมที่การให้บริการอยู่ในองค์กรใดองค์กรหนึ่ง ได้ถูกย้ายไปอยู่บน Cloud ซึ่ง Cloud ก็คือ อินเตอร์เน็ต โดยบทบาทของ Cloud ก็คือ จะเปลี่ยนรูปแบบการใช้ทรัพยากร ต่างๆ เช่น Software จากเดิมที่องค์กรจะต้องมีการลงทุนในเรื่องของ Software และ Hardware โดยเปลี่ยนรูปแบบจากการซื้อมาเป็นการเช่าแทน ซึ่งทาให้องค์กรสามารถที่จะจับคู่ด้าน Demand และ Capacity ที่ต้องใช้ภายในองค์กรได้

2012719_41232.jpg

รูปแบบการให้บริการ Cloud service แบ่งเป็น 3 ประเภทหลัก ได้แก่
1. Software as a service ให้บริการในด้านของ Application software เช่น Google Soho
2. Platform as a service ผู้ให้บริการจะสร้าง platform ก็คือระบบปฏิบัติการ เพื่อให้องค์กรหรือผู้พัฒนา สร้าง Application บน Platform นั้น เช่น Microsoft assurance
3. Infrastructure as a service ให้บริการในเรื่องของ Infrastructure เช่น ในเรื่องของการเก็บข้อมูลในการประมวลผลต่างๆ เช่น Amazon Cloud
ตัวของ Cloud ยังมีทั้ง Public Cloud และ Private Cloud โดย Public Cloud ให้บริการโดย Provider ส่วน Private Cloud ก็เป็น Cloud ที่ใช้ภายในองค์กร เช่น Chevron

Cloud Computing
เหมาะกับองค์กรที่มีสาขาแยกกันอยู่ในที่ต่างๆ ซึ่งแต่ละสาขามีความต้องการในการเข้าถึงข้อมูลเหมือนๆกัน ตัวของ Cloud ยังมีทั้งในรูปแบบของ Hybrid Cloud ข้อมูลบางส่วนจะถูกเก็บไว้ในองค์กร และบางส่วนก็เก็บไว้บน Cloud
Cloud computing เข้ามามีบทบาทเนื่องจากว่า เป็นการช่วยลดต้นทุนและค่าใช้จ่ายในการลงทุน ขององค์กร เนื่องจากองค์กรไม่จาเป็นต้องลงทุนใน Software และ Hardware เอง รวมไปถึงเรื่องของการบารุงรักษา เพราะมีการเปลี่ยนโมเดลจากการซื้อมาเป็นการเช่า แต่ปัจจุบันก็ยังมีข้อโต้ถียงในเรื่องความปลอดภัย และประเด็นของการเชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ตตลอดเวลาเพราะประเทศไทยยังมีปัญหาในเรื่องของความเร็วและความเสถียรของอินเตอร์เน็ต

Grid Computing
ในไทยยังไม่มีการนามาใช้ ส่วนในต่างประเทศ เป็นการสร้างการประมวลผลระดับสูง โดยนาเอาการประมวลผลของเครื่องคอมพิวเตอร์จานวนมากมาช่วยในการประมวลผลแทน Super Computer ตัวอย่างจาก setI@homeเป็น Project ของมหาวิทยาลัย ใน แคลิฟอร์เนีย

IP Convergence
เป็นอีกแนวโน้มหนึ่ง โดยอุปกรณ์ต่างๆ อย่าง สมาร์ทโฟนแท็บเล็ต ก็สามารถเชื่อต่ออินเตอร์เน็ตได้ และทางานร่วมกันได้โดยจะมี IP Address เป็นที่อยู่ในการรับส่งข้อมูล

VoIP Technology
แนวโน้มในเรื่องของเสียงอาจจะมีการให้บริการฟรี เพราะมันจะรวมกับโครงสร้างพื้นาานของอินเตอร์เน็ต เช่น Face time, Skype, Line, VDO conference

Green Computing
เป็นอีกแนวโน้มหนึ่งในการใช้ IT มีการทา Virtual machine ใส่ระบบปฏิบัติการได้หลายระบบ ในเครื่องHardware เครื่องใดเครื่องหนึ่งโดยเฉพาะ ช่วยให้องค์กรประหยัดต้นทุน

ประเด็นต่างๆในปัจจุบัน
• มีคำถามที่ว่าเราจะอนุญาตให้พนักงานใช้อินเตอร์เน็ตเวลาทางานหรือไม่? มี 2 ความเห็น คือ ควร เพราะพนักงานงานสามารถใช้เป็นประโยชน์กับการทางานได้ ในส่วนของ ไม่ควร คือ เกรงว่าพนักงาน จะใช้อินเตอร์เน็ต ในทางส่วนตัว
• Internet addiction ขาดอินเตอร์เน็ตไม่ได้ จึงกลายเป็นโรคทางจิตวิทยา
• Network Neutrality การคิดราคาการให้บริการอินเตอร์เน็ต มี 2 แบบ ควรคิดตามการใช้งานจริง หรือ คิดราคาเดียวกันหมด ไม่ว่าจะใช้งานอย่างไร เป็นประเด็นในด้านของการตั้งราคาค่าบริการ
• Laws and Regulations เรื่องของกฎหมาย เพราะ อินเตอร์เน็ตเป็น Global system เพราะบางอย่างในบางประเทศเป็นสิ่งที่ผิด แต่บางประเทศกลับเป็นสิ่งที่ถูก
• Digital Divide ความเหลื่อมล้าในการเข้าถึงเข้าถึงดิจิตอล มีการแบ่งคนออกเป็น 2 กลุ่ม คือ
o คนที่มีโอกาสเข้าถึง
o คนที่ไม่สามารถเข้าถึง
ความแตกต่างกันนี้นำไปสู่ความแตกต่างกันในด้านอื่นๆ เช่น ในเรื่องของการศึกษา ความแตกต่างในด้านการหางาน สถานภาพทางเศรษฐกิจ Digital Divide ในไทยค่อนข้างสูง มีหลายมิติ เช่น ในเขตเมืองสามารถเข้าถึงได้ง่ายกว่ารวมไปถึงด้านอายุ คนที่อายุเยอะจะ


ที่มา: http://r68.wdfiles.com/local--files/scribebook3/Computer%20Network%20%26%20Internet.pdf

Unless otherwise stated, the content of this page is licensed under Creative Commons Attribution-ShareAlike 3.0 License