L-Commerce

คงเป็นเรื่องง่ายมาก หากคุณผู้อ่านต้องการสั่งซื้อหนังสือสักเล่มหนึ่งจาก Amazon.com แต่คงไม่หมูเลย ถ้าบอกให้ลองใช้อินเทอร์เน็ตค้นหาร้านขายเครื่องมือก่อสร้างที่อยู่ห่างจากบ้านในรัศมี 10 กิโลเมตร พอจะเห็นภาพไม๊ครับว่า "อินเทอร์เน็ต" มีจุดอ่อนเรื่องอะไร ?

จากตัวอย่างเหตุการณ์ข้างต้น น่าจะพอสรุปได้ว่า "อินเทอร์เน็ต" ยังไม่ใช่คำตอบที่ชัดเจนนักสำหรับธุรกิจในท้องถิ่น (Local Business) แต่วันนี้โลกกำลังพูดถึงสิ่งที่เรียกว่า "Location-based commerce" (L-Commerce) หรือการทำการค้าโดยอ้างอิงทำเล หรือตำแหน่งของคู่ค้า(ลูกค้า และผู้ค้า) อย่าเพิ่ง "งง" นะครับว่า ผมกำลังพูดเรื่องอะไร ? เพราะถ้าให้อธิบายนิยามของคำๆ นี้แล้วล่ะก็ ด้วยจำนวนหน้าบทความที่มีอยู เห็นจะไม่พอเป็นแน่ แต่คุณผู้อ่านจะร้อง "อ๋อ" ทันทีที่อ่านจบครับ

enovation161_01.jpg .. เว็บไซต์ go2.com ให้บริการค้นหาตำแหน่งของธุรกิจผ่านฐานข้อมูลไดเรกทอรีของบริษัท ..

โดยภาพรวมของรูปแบบการทำธุรกิจในลักษณะที่เรียกว่า L-Commerce นี้ จะต้องอาศัยอุปกรณ์โมไบล์ประเภทโทรศัพท์มือถือ หรือ PDA (Palm, Pocket PC) ที่สื่อสารแบบไร้สายได้ ทั้งนี้เพื่อทำให้ลูกค้าสามารถรู้ตำแหน่งที่แน่นอนของร้านค้าที่ต้องการจะไป และในทางกลับกันผู้ค้าก็สามารถรู้ตำแหน่งของลูกค้าได้ด้วย เนื่องจากระบบที่ใช้สามารถค้นหาสถานที่ที่ต้องการได้อย่างแม่นยำ และถูกต้อง ทั้งนี้เป็นผลจากการใช้เทคโนโลยี GPS ( Global Positioning System) และการสื่อสารกันในระบบไร้สาย (Wireless) ซึ่งอาจจะหมายถึงเว็บ หรือแวปก็ได้ และเมื่อรวมเอาเทคโนโลยีทั้งสองเข้าด้วยกัน มันจึงเกิดนวตกรรมทางธุรกิจแบบใหม่ที่เรียกว่า L-Commerce นั่นเอง

ปกติแล้ว L-Commerce จะแบ่งรูปแบบของการให้บริการออกได้เป็น 3 ประเภท โดยจะเป็นการใช้อุปกรณ์โมไบล์ที่สามารถเข้าถึงเว็บได้ ซึ่งผู้บริโภคจะสามารถค้นหาข้อมูลในลักษณะต่างๆ ได้ตั้งแต่ 1. ข้อมูลที่สามารถพาผู้บริโภคไปยังร้านค้าที่มีสินค้า หรือบริการที่ต้องการได้ 2. การแจ้งให้ลูกค้าทราบถึงสิทธิพิเศษต่างๆที่ร้านค้ามีให้ผ่านทางอุปกรณ์เหล่านี้ หรือ 3. ทั้งสองอย่าง ถึงตรงนี้คุณผู้อ่าน คงจะเริ่มเห็นภาพชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ แล้วนะครับ แต่ถ้าจะให้ดี คงต้องยกตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริงให้เห็นดีกว่า

ด้วยเทคโนโลยีการค้าแบบใหม่นี้ ร้านค้าปลีกจะสามารถใช้ประโยชน์จากเว็บในการเพิ่มรายได้ให้กับธุรกิจได้เป็นอย่างดี เนื่องจากลูกค้าสามารถไปพบหาร้านค้าเหล่านี้ได้นั่นเอง แทนที่จะหลงทางไปไหนต่อไหน ซึ่งท้ายที่สุดอาจจะไปไม่ถึงร้านของคุณ และสำหรับตัวอย่างของธุรกิจที่ใช้เทคโนโลยีนี้ จนเห็นเป็นรูปธรรมได้ชัดเจนมากที่สุดก็คือ "ไดเรกทอรีของธุรกิจ" ที่สามารถอ้างอิงได้โดยตำแหน่ง และข้อมูลบริการต่างๆ ของธุรกิจเหล่านั้น

ตัวอย่างบริการในลักษณะดังกล่าวมีชื่อว่า go2 (www.go2.com) ซึ่งเป็นรายแรกที่ให้บริการค้นหาตำแหน่งของร้านค้าที่ต้องการในไดเรกทอรีของตนผ่านทางระบบไร้สาย ในการนี้ ผู้บริโภคสามารถไปพบร้านค้าที่ต้องการโดยดูข้อมูลจากมือถือ ไวลด์เลสพีดีเอ หรือคอมพิวเตอร์ที่ต่อพ่วงกับอุปกรณ์ไร้สายก็ได้ โดยอุปกรณ์เหล่านี้จะสามารถติดต่อเข้าไปในฐานข้อมูลไดเรกทอรีของธุรกิจต่างๆ ได้นั่นเอง เชื่อว่า คุณผู้อ่านบางท่านคงจะจำโฆษณามือถือเจ้าหนึ่งได้ ที่ใช้พรีเซนเตอร์เป็นนักร้องสาวสองคน ขณะขับรถ เกิดน้ำมันหมด ต้องรีบค้นหาปั้มน้ำมันที่ใกล้ที่สุด โดยหนึ่งในนั้นเลือกใช้บริการที่อยู่ในมือถือให้แสดงแผนที่ปั้มน้ำมันที่ใกล้ที่สุด ซึ่งนั่นคือรูปแบบแรกของ L-Commerce ที่เป็นการพาลูกค้าไปพบกับธุรกิจที่ต้องการได้นั่นเอง

กลับมาที่ตัวอย่างบริการของ go2 ต่อดีกว่า เนื่องจากเป็นธุรกิจจริงๆ ที่เกิดขึ้นแล้ว โดยล่าสุดทางบริษัทได้มีการพูดคุยกับบริษัทน้ำดำยักษ์ใหญ่อย่าง Coca-Cola สำหรับแผนกลยุทธ์ในอีก 5 ปีต่อไป ด้วยวงเงินของการลงทุนสูงถึง 30 ล้านเหรียญฯ ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้คือ ทางบริษัทน้ำดำจะสามารถมั่นใจได้เลยว่า ในอนาคต ไม่ว่าใครก็ตามที่อยากดื่ม Coke จะสามารถหาดื่มได้อย่างแน่นอน ด้วยการหาตำแหน่งที่ขายเครื่องดื่มนี้ผ่านทางบริการของ go2 ซึ่งจะแสดงตัวเลือกของสถานที่ที่มี Coke จำหน่ายจากข้อมูลที่เก็บไว้ในไดเรกทอรี ไม่ว่าจะเป็น ร้านอาหารฟาสต์ฟู้ด, ภัตตาคาร, โรงหนัง, ปั้มน้ำมัน ห้างสรรพสินค้า และร้านสะดวกซื้อ ทั้งนี้จะอ้างอิงจากตำแหน่งของธุรกิจที่อยู่ใกล้ตัวผู้บริโภคมากที่สุด คราวนี้เกิดอยากดื่ม Coke เมื่อไร ก็ไม่พลาดอย่างแน่นอน แต่จะว่าไปแล้ว การหา Coke ดื่มในชีวิตจริง ไม่ใช่เรื่องยากถึงกับต้องลงทุนขนาดนี้เลย แต่ผลลัพธ์ที่ได้น่าจะเป็นการใส่มูลค่าเพิ่มให้กับบริการสำหรับลูกค้าที่เป็นตัวแทนจำหน่าย Coke กับร้านค้าปลีกมากกว่าตัวผู้บริโภคโดยตรง

นอกจากนี้ ทางบริษัท go2 ยังเดินหน้าต่อไปกับธุรกิจร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดอย่าง Burger King อีกด้วยซึ่งปัจจุบันมีร้านสาขามากกว่า 8,300 แห่ง ในขณะที่ Coke สร้างการเชื่อมต่อระหว่างร้านค้าปลีกกับตัวแทนจำหน่าย กลยุทธ์ของ Burger King สำหรับการใช้ L-Commerce จะเน้นการเชื่อมโยงระหว่างร้านค้ากับผู้บริโภคโดยตรง

enovation161_02.jpg .. หน้าต่างสาธิตการทำงานของ go2 ในการค้นหา(scan) และเชื่อมต่อ (connect) ไปยังธุรกิจที่ต้องการผ่านทางมือถือ ..

สำหรับผู้ใช้บริการของ go2 จะสามารถหาร้านสาขาของ Burger King ที่ใกล้ที่สุดได้ โดยอ้างอิงจากตำแหน่งที่คุณอยู่ พร้อมทั้งให้ข้อมูลการเดินทางไปยังร้านอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีรายการ หรือออปชันต่างๆ ให้ผู้บริโภคสามารถตรวจสอบบริการ และโปรโมชันของทางร้านได้อีกด้วย เช่น ชุดของเล่นที่เป็นโปรโมชั่นในขณะนั้นของทางร้าน เป็นชุดอะไร และหมดไปแล้ว หรือยัง เป็นต้น อันนี้เป็นรูปแบบที่ 2 ของการใช้ L-Commerce ที่ไม่ใช่แค่พาลูกค้ามาที่ร้านเท่านั้น แต่ยังช่วยให้ลูกค้าได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจ และรวมถึงการเสนอโปรโมชั่นพิเศษสำหรับลูกค้าที่เดินเข้าไปในร้านได้อีกด้วย

เชื่อไม๊ครับว่า แอพพลิเคชันแค่ 2 ตัวอย่างนี้ มีการประเมินโดยบริษัทวิจัยว่า ภายในปี 2005 ด้วย L-Commerce จะทำให้ธุรกิจเหล่านี้มีเม็ดเงินหมุนเวียนสูงถึง 5 หมื่นล้านเหรียญฯ เลยทีเดียว ความจริงยังมีตัวอย่างของการใช้ L-Commerce อีกมากมาย แต่ผมเชื่อว่า แค่ 2 ตัวอย่างนี้ ก็น่าจะพอทำให้คุณผู้อ่านเห็นภาพได้ชัดเจนแล้ว

ก่อนหน้านี้ มีการพูดถึง M-Commerce กันมากมาย โดยเฉพาะเรื่องข้อจำกัดในการแสดงผลบนอุปกรณ์โมไบล์อย่างมือถือ ที่เล็กมาก แต่หากสังเกตมือถือในรุ่นต่อไปก็จะเห็นว่า ข้อจำกัด หรือจุดอ่อนเหล่านี้ เริ่มถูกกำจัดออกไป ยุคของการใช้มือถือซื้อขายกำลังเริ่มชัดเจนขึ้น และลงตัวกับความจำเป็นในชีวิตประจำวันมากขึ้น โดยเฉพาะแนวทางการประยุกต์ใช้ L-Commerce ที่ช่วยผลักดันให้ธุรกิจออฟไลน์ประสบความสำเร็จได้มากยิ่งขึ้น

เหล่านี้เป็นนวัตกรรมที่อำนวยความสะดวกสบายให้กับผู้บริโภคมากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะเดียวกัน การแข่งขันในโลกธุรกิจก็จะดุเดือดมากขึ้นไปตามลำดับ คำถามคือ แล้วผู้นำในยุค "e" อย่างพวกเรา พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับการแข่งขันในสมรภูมินี้ แล้วหรือยัง ? เชื่อว่า เริ่มคิดตอนนี้ ก็ยังไม่สายนะครับ แล้วพบกันใหม่ ฉบับหน้า สวัสดีครับ

ที่มา : http://www.arip.co.th/articles.php?id=405322

Unless otherwise stated, the content of this page is licensed under Creative Commons Attribution-ShareAlike 3.0 License