Management Information Systems

Management Information Systems (ระบบสารสนเทศเพื่อการบริหาร) หรือ MIS
คือ ระบบบริหารที่ให้สารสนเทศที่ผู้บริหารต้องการ เพื่อให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยจะรวมทั้งสารสนเทศจากภายในและภายนอก สารสนเทศที่เกี่ยวพันกับองค์กรในอดีตและปัจจุบัน รวมทั้งที่คาดว่าจะเป็นอนาคต นอกจากนี้ระบบ MIS จะต้องให้สารสนเทศภายในช่วงเวลาที่เป็นประโยชน์ เพื่อให้บริหารสามารถตัดสินใจในการวางแผนการควบคุม และการปฏิบัติการขององค์กรได้อย่างถูกต้อง

Information Technology (IT) หมายถึง เทคโนโลยีในการประมวลผลสารสนเทศ ซึ่งก็คือเทคนิควิธีการต่างๆ ที่ถูกนำมาใช้ในการจัดการข้อมูล เช่น การจัดเก็บข้อมูล การสื่อสารข้อมูล การสืบค้นข้อมูล การแสดงผลข้อมูล เป็นต้น โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้การจัดการข้อมูล เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสะดวกรวดเร็ว และง่ายดายยิ่งขึ้น ส่งผลต่อการพัฒนาและความก้าวหน้าต่างๆ ในชีวิตประจำวันซึ่งส่วนประกอบของ IT มีดังนี้

1. Hardware คือ สิ่งที่มองเห็นและจับต้องสัมผัสได้ทั้งหมดที่เกี่ยว กับคอมพิวเตอร์ไม่ว่าจะเป็นตัวเครื่องคอมพิวเตอร์ เมนบอร์ด(Main board) และอุปกรณ์ต่อพ่วงรอบข้างที่เกี่ยวข้อง

2. Software คือ โปรแกรม (Program) หรือชุดคำสั่งที่ควบคุมให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงาน ให้ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ ซอฟต์แวร์ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท
2.1. ซอฟต์แวร์ระบบ (System Software) ทำหน้าที่จัดการและควบคุมทรัพยากรต่างๆของคอมพิวเตอร์ และอำนวยความสะดวกด้าน เครื่องมือสำหรับการทำงานพื้นฐานต่างๆ ตั้งแต่ผู้เริ่มใช้เปิดคอมพิวเตอร์
2.2. ซอฟต์แวร์ประยุกต์ (Application Software) ซอฟต์แวร์ที่สร้างหรือพัฒนาขึ้นเพื่อใช้ในงานด้านใดด้านหนึ่งโดย เฉพาะตามผู้ใช้ต้องการ

3. Data คือ ข้อมูลดิบหรือข้อเท็จจริง เมื่อผ่านการประมวลผลจะเรียกว่า สารสนเทศ (Information)

4. Network คือ ระบบเครือข่ายที่เชื่อมโยงคอมพิวเตอร์ไว้ด้วยกัน เพื่อประโยชน์ในการติดต่อ สื่อสาร และใช้อุปกรณ์ร่วมกัน

Information System (IS) คือ การใช้ IT ในบริบทใดบริบทหนึ่งขององค์กร กล่าวคือ เป็นระบบที่ประกอบด้วยส่วนต่างๆ ได้แก่ ระบบคอมพิวเตอร์ทั้งฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ ระบบเครือข่าย ฐานข้อมูล และเครือข่ายผู้ใช้ระบบ ทุกองค์ประกอบนี้จะทำงานร่วมกันเพื่อกำหนด รวบรวม จัดเก็บข้อมูล ประมวลผลข้อมูล เพื่อสร้างสารสนเทศ และส่งผลลัพธ์หรือสารสนเทศที่ได้ให้ผู้ใช้เพื่อช่วยสนับสนุนการทำงาน การตัดสินใจ การวางแผน การบริหาร การควบคุม การวิเคราะห์และติดตามผลการดำเนินงานขององค์กร

9070553972_344a44632a_b.jpg

ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกัน IT จะสามารถลอกเลียนแบบกันได้ง่าย แต่ IS จะลอกเลียนแบบได้ยากกว่า เพราะ IS ได้เข้าไปรวมกับบริบทการใช้ IT นั้นๆ ของในแต่ละองค์กร ซึ่งถึงแม้ว่าบางองค์กรจะมีการใช้ IT เดียวกัน แต่ผลลัพธ์หรือประสิทธิภาพในการทำงานจะมีความแตกต่างกัน เนื่องจากมีความแตกต่างกันที่ตัว IS นั่นเอง
ความแตกต่าง ระหว่าง Data กับ Information
หากมองโดยผิวเผิน อาจจะทำให้เข้าใจรวมความว่า "ข้อมูล และสารสนเทศ" เป็นสิ่งเดียวกัน และการเข้าใจเช่นนี้อาจทำให้ผู้ที่ทำการศึกษาการพัฒนาระบบอยู่นั้นมองข้ามความสำคัญตรงส่วนนี้ไป ส่งผลให้เกิดสารสนเทศที่ไม่ตรงต่อความต้องการได้ ดังนั้นจึงขออธิบายถึงความแตกต่างระหว่างข้อมูลและสารสนเทศดังนี้

ข้อมูล (Data)
ข้อมูล คือ เหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นประจำวันในการดำเนินธุรกิจขององค์กร เช่น รายการสั่งซื้อสินค้าจากลูกค้า รายการส่งสินค้า ชื่อที่อยู่ลูกค้า ยอดขายในแต่ละวัน เป็นต้น ข้อมูลอาจเป็นได้หลายชนิด เช่น ตัวเลข ตัวอักษร รูปภาพ รูปถ่าย หรือแม้กระทั่งเสียง

สารสนเทศ (Information)
สารสนเทศ คือ ข้อมูลที่ผ่านกระบวนการเก็บรวบรวมและเรียบเรียง เพื่อเป็นแหล่งข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้
สารสนเทศที่ดี จะช่วยให้ผู้บริหารสามารถตัดสินใจได้ถูกต้องแม่นยำขึ้น และช่วยให้การประมาณการในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนหรือยอดขายใกล้เคียงกับความเป็นจริงที่จะเกิดขึ้นได้มากที่สุด

The Three Waves of Change
9068327331_45aac0a834_b.jpg

การเปลี่ยนแปลงโลกเป็น 3 ยุค ดังนี้
1. ยุคแรกเป็นการเปลี่ยนแปลงภาคเกษตรกรรม โดยมีระยะเวลาหลายพันปีตั้งแต่กำเนิด Civilization ถึง 300 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจผลักดันด้วยเกษตรกรรมเป็นหลัก การติดต่อสื่อสารยากและใช้ระยะเวลานาน
2. ยุคที่สองเป็นช่วง 200 ปีที่แล้ว เป็นการปฏิวัติอุตสาหกรรม เครื่องจักรไอน้ำได้ถือกำเนิดขึ้น มีการนำเครื่องจักรทดแทนแรงงานคน มีการคมนาคมและสาธารณูปโภคที่สะดวกง่ายขึ้น
3. ยุคที่สามคือยุดปัจจุบัน เริ่มจากการเกิด Internet เรียนว่า ยุค The Information age การเข้าถึงข้อมูลทำได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งข้อมูลข่าวสารมีความสำคัญในการดำเนินชีวิตและการทำงานในปัจจุบัน
Peter Drucker บิดาแห่งการบริหารยุคใหม่ ให้นัยสำคัญว่ารูปแบบการทำงานจะเปลี่ยนแปลงไป คนที่จะมีความสำคัญที่สุดต่อองค์กรคือ Knowledge worker ซึ่งเป็นบุคคลที่มีส่วนสร้างองค์ความรู้ให้องค์กร ในยุคข้อมูลข่าวสาร computer and internet มีส่วนเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง นำไปสู่เศรษฐกิจในยุค Digital Economy

Digital Economy (เศรษฐกิจเชิงดิจิทัล)
หมายถึง การใช้ระบบเว็บเบสบน อินเตอร์เน็ต และเครือข่ายอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งสินค้าหรือบริการสามารถเปลี่ยนให้อยู่ในรูป Digital เช่น การขายหนังสือในรูปแบบ e-book, เพลงและภาพยนต์ รวมทั้งสัญลักษณ์และกระบวนการทางธุรกิจก็สามารถเปลี่ยนให้อยู่ในรูป digital ได้ เช่น E-ticket หรือบัตร online, การชำระเงิน แต่ในขณะเดียวกันอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ เช่น อุตสาหกรรมเพลงที่ได้รับผลกระทบ คือคนสามารถ download ได้จาก website ดังนั้นการดำเนินธุรกิจควรมีการเปลี่ยนแปลง และอีกธุรกิจที่ได้รับผลกระทบคือสื่อสิ่งพิมพ์เพราะผู้คนหันมาบริโภคข่าวสาร หรือสิ่งพิมพ์ online

คุณสมบัติและลักษณะเด่นของเศรษฐกิจเชิงดิจิทัลประกอบด้วย

• การติดต่อสื่อสารสามารถทำงานร่วมกันได้จากทุกๆ ที่ในโลก
• ปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นทีวีไปจนถึงโทรศัพท์ และอุปกรณ์ที่เป็นระบบอนาลอกต่างๆ ถูกรวมเข้าในรูปแบบดิจิทัล
• ทำให้กระบวนการทางธุรกิจมีความรวดเร็วขึ้น
• ตลาดในสถานที่จริงได้ถูกแทนที่ด้วยตลาดบนอินเตอร์เน็ต
• องค์กรจำนวนมากกำลังพยายามเปลี่ยนสถานะตัวเองให้เป็นดิจิตัลเต็มรูปแบบ

Function of Information Systems
ในระบบสารสนเทศ สิ่งที่เป็น System เราสามารถแบ่งได้เป็น 3 กระบวนการ

9068327339_275cc9b2fb_b.jpg

1. กระบวนการนำข้อมูลเข้าสู่ระบบ (Input) เป็นกิจกรรมที่รวบรวมข้อมูลเข้าสู่การประมวลผล โดยการใช้อุปกรณ์ Keyboard, Mouse, Scanner, Camera, Point of Sales (POS) System, Barcode
2. กระบวนการในการประมวลผล (Process) กระบวนการประมวลผลจากข้อมูลให้เป็นสารสนเทศที่ถูกจัดเก็บไว้ในรูปของไฟล์ในคอมพิวเตอร์จะถูกอ่านขึ้นมาจากที่จัดเก็บ (storage) เพื่อเอาไปใช้ในการประมวลผ่านหน่วยประมวลผล (processor) เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ออกมา
3. กระบวนการในการนำเสนอผล (output) โดยแสดงผลออกมาทางหน้าจอ Monitor หรือ Printer เพื่อให้ผู้ใช้ได้รับข้อมูลที่ต้องการได้อย่างถูกต้อง
ซึ่งในปัจจุบันอาจมีกระบวนการที่ 4 เพิ่ม คือ ในส่วนของระบบการสะท้อนกลับ (Feedback) เพื่อการประเมินและปรับปรุงข้อมูลนำเข้า ระบบสารสนเทศอาจจะเป็นระบบที่ประมวลด้วยมือ (Manual) หรือระบบที่ใช้คอมพิวเตอร์ก็ได้ (Computer-based information system – CBIS)

ความสำคัญของ Information Systems

ปัจจุบันมีการแข่งขันในธุรกิจสูง ซึ่งมีสาเหตุมาจาก ภาวะฉุกเฉินต่างๆของเศรษฐกิจโลก (Emergence of the global economy) และ การแข่งขันข้ามอุตสาหกรรม (Transformation of industrial economies) ดังนั้นองค์กรที่นำ Information Systems ไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพย่อมสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันให้กับองค์กรนั้นๆได้

The Role of Information Systems

• เพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน เช่น Wall Mart ที่มีการนำ IT เข้าไปใช้เพื่อลดต้นทุนในกระบวนการสั่งซื้อสินค้า ธนาคารก็มีการนำ E-Banking หรือ M-Banking เข้ามาใช้เพื่อเป็นการลดต้นทุนในส่วนของ Trailer
• สร้างธุรกิจ บริการ และผลิตภัณฑ์ใหม่ เช่น E-Commerce, iTunes
• ใช้บริหารความสัมพันธ์กับลูกค้าและ suppliers
• ช่วยสนับสนุนการตัดสินใจ
• เพิ่มความได้เปรียบทางการแข่งขัน
• เพื่อความอยู่รอดขององค์กร เพราะเป็นความจำเป็นในการแข่งขัน (Competitive Necessary) เช่น ทุกธนาคารจำเป็นต้องมีตู้ ATM

IT Investment

9070553832_531f2c98ba_b.jpg

ปัจจุบันการลงทุนด้าน IT มีความสำคัญมากขึ้น เนื่องจากความสำคัญของเทคโนโลยี ในธุรกิจมีความสำคัญมากขึ้น แสดงได้จากผลลัพธ์การลงทุนทั้งหมดขององค์กรสัดส่วนของการลงทุนทางด้าน IT เพิ่มสูงขึ้นจาก 32% เป็น 51%

Management Information Systems (MIS)

9070553792_19fd0ef08d_b.jpg

เป็นการศึกษาบริบทของ IT ในการนำมาใช้บริหารองค์กร โดยใช้ IT เข้ามาช่วยลดต้นทุนในการประกอบการ และช่วยเพิ่มความได้เปรียบในการแข่งขัน (Competitive Advantage) ซึ่งครอบคลุม 3 เรื่องคือ องค์กร, การบริหาร, เทคโนโลยี

Competitive Advantage แบ่งออกเป็น 2 ส่วน
• การได้มาซึ่งความได้เปรียบในการแข่งขัน (Acquire) – การผลิตสินค้าที่ดีกว่าคู่แข่ง มีข้อมูลที่ดีกว่า
• การรักษาไว้ซึ่งความได้เปรียบทางการแข่งขัน (Sustain) – สามารถรักษาไว้ด้วยการ Protect สิ่งที่มีไม่ให้ตกไปอยู่ในมือของคู่แข่ง เช่น การจดสิทธิบัตร

ความได้เปรียบในการแข่งขัน (Competitive Advantage) จะหมดไป เมื่อทุกคู่แข่งในอุตสาหกรรมเดียวกันสามารถลอกเลียนแบบเทคโนโลยีได้ เทคโนโลยีนั้นก็จะกลายเป็นความจำเป็นในการแข่งขัน (Competitive Necessary) ไม่ใช่ความได้เปรียบอีกต่อไป

การลงทุนในด้าน IT และผลตอบแทนที่องค์กรได้รับ

9068327149_e8293c578a_b.jpg

จากกราฟ แสดงปริมาณการลงทุนกับผลตอบแทนที่ได้รับ จากกราฟ จะเห็นว่าไม่จำเป็นเสมอไปที่เมื่อมีการลงทุนในด้าน IT สูงแล้วจะได้ผลตอบแทนที่สูง เนื่องจากมีความแตกต่างด้านปัจจัยองค์กรไม่ว่าจะเป็นเรื่องการบริหาร IT ภายในองค์กร วัฒนธรรมภายในองค์กร หรือแม้กระทั่งปัจจัยภายนอกด้านโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคมหรือการเมือง (Laudon & Traver,2011)

Moore’s Law

gordon_moore_law.jpg

คือ กฎที่ถูกตั้งชื่อตาม Gordon E. Moore ผู้ก่อตั้ง Intel อธิบายแนวโน้มของการพัฒนาฮาร์ดแวร์ของคอมพิวเตอร์ในระยะยาว ซึ่งได้ค้นพบในปี 1965 โดยมีหลักการคือ ความเร็วของ CPU จะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าในทุกๆ 2 ปี (จากเดิม 18 เดือน) โดยที่ราคาก็ยังลดลงครึ่งหนึ่ง และจะเป็นตามรูปแบบนี้ไปตลอด ซึ่ง Moore’s Law เปรียบเสมือนเป้าหมายในการพัฒนาอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่ในปัจจุบันยังคงเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง และนี่ก็เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมาเป็น Nanotechnology ที่เกิดจากการออกแบบเทคโนโลยีให้มีขนาดเล็กลงในหน่วยนาโน ทำให้ Integrated circuit (IC) ที่อยู่ใน CPU มีขนาดเล็กลงและมีความเร็วสูงขึ้น แต่ก็เพราะ Moore’s Law จึงทำให้เกิดข้อจำกัดขึ้นมาว่า “ความเร็วมากขึ้นทำให้พลังงานมากขึ้น ดังนั้นความร้อนจึงสูงขึ้น” ถ้า Moore’s Law ยังเป็นจริงตามนี้จะทำให้ในปี 2020 CPU จะมีความร้อนเทียบเท่ากับความร้อนบนดวงอาทิตย์ แต่ในปัจจุบันนี้มีการออกแบบ CPU รูปแบบใหม่ ซึ่งก็คือ multi core ที่เป็นการใช้แก่น CPU หลายๆ ตัวเข้ามาช่วยประมวลผล แทนที่จะเป็นการใช้เพียงแค่ CPU ตัวเดียว จึงทำให้มีประสิทธิภาพในการทำงานเพิ่มขึ้น


ที่มา
http://www4.csc.ku.ac.th/~b5340202151/10.html
http://classroom.hu.ac.th/courseware/ComApp/System/ch3_1.html
http://bc132.blogspot.com/2011/07/2-moores-law.html
http://th.wikibooks.org/wiki/ระบบสารสนเทศเพื่อการพัฒนาองค์กร
http://wutthichai2536.blogspot.com/

Unless otherwise stated, the content of this page is licensed under Creative Commons Attribution-ShareAlike 3.0 License