Privacy Concern

Facebook เริ่มให้บริการให้กับผู้ใช้ที่มี .eduเท่านั้นในช่วงแรกโดยจะแชร์ข้อมูลกันภายในสถานศึกษาเท่านั้น เมื่อมีจำนวนผู้ใช้มากขึ้น Facebookจึงได้อนุญาตให้ผู้ใช้จัดการกับความเป็นส่วนตัวของพวกเขาเองได้ โดยสามารถกำหนดขอบเขตการเข้าถึง Status update และ รูปภาพส่วนตัว โดยระบุคนหรือกลุ่มได้ เมื่อFacebook มีการเพิ่มลูกเล่นใหม่ๆก็จะมีการเพิ่มการควบคุมความเป็นส่วนตัวเข้าไปด้วยแต่อย่างไรก็ตามการตั้งค่าความความเป็นส่วนตัวกลับใช้งานยากและสร้างความสับสนให้กับผู้ใช้ โดยผู้ใช้ถูกบังคับให้มีการตั้งค่าถึง 50 แบบและการปรับค่าระดับความเป็นส่วนตัวอีกมากกว่า 170 แบบส่งผลให้ผู้ใช้ถึง30% ไม่ได้แก้ค่าความเป็นส่วนตัวจากค่าแรกเริ่มเลย โฆษกของ Facebook ได้กล่าวถึงเหตุผลของการควบคุมความเป็นส่วนตัวนี้ว่า “เราต้องเลือกระหว่างการให้ระบบควบคุมมีความแม่นยำและครอบคลุม กับการใช้งานง่าย ทาง Facebook ได้พยายามที่จะทำให้ครอบคลุมดีที่สุดแล้ว”

ประเด็นด้านการตั้งค่าความเป็นส่วนตัวที่ซับซ้อนมากขึ้นและมีการเปลี่ยนแปลงบ่อยพร้อมกับการที่ค่าความเป็นส่วนตัวแรกเริ่มให้มีการเปิดเผยมากยิ่งขึ้น ในเดือนธันวาคม 2009 Facebook ได้มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายความเป็นส่วนตัวอย่างฉับพลันโดยมีการอนุญาตให้ผู้ใช้มองเห็นรายชื่อเพื่อนของคนอื่นได้แม้ว่าจะมีการตั้งค่าความเป็นส่วนตัวไว้แล้วมีการตั้งค่ารูปภาพให้ทุกคนสามารถดูได้แม้ไม่ได้เป็นเพื่อนกันเป็นค่าแรกเริ่มผู้ใช้หลายคนได้วิจารณ์อย่างรุนแรง โดยBlogger ที่มีชื่อเสียงได้วิจารณ์ว่า “Facebook ได้หลอกผู้ใช้กว่า 100 ล้านคนให้ทำการเปิดเผยข้อมูลโดยข้อมูลส่วนตัวของพวกเขาจะสามารถถูกค้นพบใน Search engines เพื่อเพิ่มtraffic ให้กับ Facebook” โดยการเปลี่ยนแปลงนี้ก็ส่งผลให้รูปภาพส่วนตัวของ Zuckerberg ได้ถูกเผยแพร่สู่สาธารณะชนทั่วโลกเช่นกันในการสัมภาษณ์ Zuckerberg ได้ให้วิสัยทัศน์ว่า “บทบาทขอเราคือการมีนวัตกรรมอย่างต่อเนื่องและ update ระบบของเราเพื่อจะตอบสนองค่านิยมในขณะนั้นๆ มีหลายๆบริษัทติดอยู่ในกับดักกับสิ่งที่เขาได้สร้างขึ้น คงไม่มีบริษัทไหนอยากเปลี่ยนการตั้งค่าความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ 350 ล้านคน แต่เราเริ่มต้นจากตรงนี้และมองว่ามันสำคัญที่จะต้องทำให้เข้ากับรูปแบบสังคมในขณะนั้น”

Unless otherwise stated, the content of this page is licensed under Creative Commons Attribution-ShareAlike 3.0 License