Implementing e-Learning at NIDA

Implementing e-Learning at NIDA

“การลงทุนในการศึกษานั้นให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าที่สุด” Ben Franklin (1706-90)

1000200_534642949931379_816273078_n.jpg

e-Learningได้เริ่มต้นประกาศใช้งานเมื่อปลายปี 2007 ซึ่งเป็นสิ่งที่ท้าทายสำหรับ NIDA (National Institute of Development Administration) และอาจารย์ต่างๆ ผศ.ดร. ประดิษฐ์ วรรณรัตน์ รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ ซึ่งเป็นผู้ที่ผู้รับผิดชอบในโครงการ E-learningและยังเป็นผู้คิดริเริ่มโครงการนี้ด้วย ทางด้านอธิการบดีของ NIDA ได้มองว่าโครงการนี้จะเป็นทางหลักที่จะก้าวไปข้างหน้า เปลี่ยนแปลงคุณภาพการสอนและการเรียนรู้ อีกทั้งยังดึงดูดให้มีนักศึกษาในหลักสูตรออนไลน์มากขึ้นด้วย การเริ่มต้นของ e-Learning เป็นสิ่งที่ทะเยอทะยานที่สุดสิ่งหนึ่งที่สถาบันแห่งนี้เคยทำมาในรอบ 45 ปี ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยอันดับต้นๆของประเทศไทย ซึ่งในเมษายน 2009 เป็นวันคล้ายวันครบรอบหนึ่งปีที่มีการประกาศใช้ e-Learning และเป็นวันที่คณะผู้บริหารระบบ e-Learning มาประชุมกัน และดร.ประดิษฐ์ ได้หยุดการใช้งบประมานชั่วคราว ซึ่งพบปัญหาที่ยังคงค้างคาอยู่หลายเรื่อง และสิ่งที่ต้องดำเนินการที่จะทำให้ระบบ e-Learning ก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น

ดร.ประดิษฐ์ มองกลับไปในสิ่งที่พึงพอใจในกระบวนการที่ทำจนถึงวันนี้ อย่างไรก็ตามเขาระวังอย่างมากในสิ่งที่เกิดขึ้นและมีหลายสิ่งที่ยังไม่ได้แก้ปัญหา ในบางกรณีเช่นความสมดุลระหว่างเทคโนโลยีและงบประมาณที่เกิดขึ้นจริง, การพัฒนาทักษะและความสามารถของผู้ใช้งาน รวมไปถึงแรงผลักดันที่จะลองสิ่งใหม่ๆและความกลัวการเปลี่ยนแปลง ซึ่งสิ่งต่างๆเหล่านี้ ดร.ประดิษฐ์ ต้องตัดสินใจว่าควรดำเนินการอย่างไรให้อาจารย์และนักเรียนปรับตัวเข้ากับระบบ e-Learning อีกทั้งต้องปรับปรุงระบบ e-Learning อย่างไรให้เกิดประสิทธิภาพ และทำให้ NIDA เป็นสถาบันที่ได้เปรียบสถาบันการศึกษาอื่นๆ e-Learning นั้นอาจเป็นอนาคตของการสอนและการเรียนรู้ ดร.ประดิษฐ์จึงต้องตัดสินใจถึงกลยุทธ์ที่จะนำมาใช้และจะวัดผลสำเร็จได้อย่างไร
Background of the National Institute of Development Administration (NIDA)
NIDA เป็นสถาบันการศึกษาที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลและมีสถานะเป็นมหาวิทยาลัย ซึ่งเน้นการเรียนการสอนระดับบัณฑิตศึกษา NIDA ก่อตั้งในปี 1963 ด้วยพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชที่ทรงมีวิสัยทัศน์อยากให้ประเทศเจริญก้าวหน้า จึงก่อตั้งสถาบันที่จะพัฒนาการศึกษาของประเทศ โดยให้นักศึกษามีความรู้สูงขึ้นและนำความรู้ไปพัฒนาประเทศต่อไป ซึ่งในเบื้องต้น แนวคิดการก่อตั้ง NIDA นั้นเพื่อเป็นสถาบันการศึกษาชั้นสูงที่จะดึงดูดกลุ่มนักเรียนไทยที่ได้รับทุนไปศึกษาต่อยังต่างประเทศตลอดระยะ 45 ปีที่ผ่านมา NIDA เปิดหลักสูตรการเรียนการสอนในระดับปริญญาโทและปริญญาเอก มีให้เลือกมากกว่า 22 สาขา และขึ้นมาเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำของเอเชีย NIDA ตั้งอยู่ในกรุงเทพมหานคร โดยใช้เวลาเดินทางเพียงครึ่งชั่วโมงจากใจกลางเมือง

Vision, Mission, and Objectives
NIDA มีวิสัยทัศน์กว้างไกลมาตลอดหลายปี ซึ่งยังคงเป็นไปตามจุดประสงค์ของการก่อตั้ง นั่นคือ “การเป็นสถาบันการศึกษาชั้นนำของประเทศไทยในด้านการศึกษา การวิจัย การสร้างสังคมที่มีประสิทธิภาพทั้งทางด้านธุรกิจและด้านการบริหาร” อย่างไรก็ตามพันธกิจเริ่มแรกนั้นเพื่อรองรับการพัฒนาประเทศ ต่อมามีการขยายพันธกิจออกไปนั้นคือการพัฒนาในระดับภูมิภาค โดยมีเป้าหมายในการผลิตบัณฑิตที่มีประสิทธิภาพออกสู่สาธารณะ ธุรกิจและไม่หวังผลกำไร ซึ่งการขยายพันธกิจออกไปนั้นเพื่อเป็นการตอบสนองต่อการเพิ่มขึ้นของการแข่งขันในระดับภูมิภาคNIDA พยายามทำการสอน การวิจัยและการเป็นที่ปรึกษา เพื่อที่จะรองรับนักศึกษาที่ต้องการความรู้ ความสามารถในการวิเคราะห์ และความสามารถอื่นๆ รวมถึงความสามารถในการติดต่อสื่อสารในระดับนานาชาติ ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา NIDA ได้พัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อที่จะได้บัณฑิตที่จะมาพัฒนาประเทศและภูมิภาคต่อไป

Current Enrolment and Enrolment Trends
ในปี 2005 NIDA มีนักศึกษาลงทะเบียนทั้งหมด 9,511 คนจาก 8 คณะ โดยลดลง 29% จากปี 2004 ซึ่งในความเป็นจริงนั้นมีเพียงคณะภาษาและการสื่อสารเท่านั้นที่เพิ่มขึ้น โดยคณะที่มีการลดลงของนักศึกษามากที่สุดคือ คณะพัฒนาเศรษฐกิจ (51.8%) คณะรัฐประสาสนศาสตร์ (41.2%) และคณะบริหารธุรกิจ (31.6%) จึงเป็นเรื่องที่น่าตกใจและน่ากังวล
มีการคาดคะเนเหตุผลของการลดลงของจำนวนนักศึกษานั้นเกิดจากการเปิดสอนหลักสูตรทางไกลของมหาวิทยาลัยและสถาบันสอนปริญญาโทต่างๆ ซึ่งหลักสูตรดังกล่าวนั้นรองรับนักศึกษาที่ต้องทำงานเต็มเวลาได้ด้วย เมื่อพิจารณาดูจึงพบแนวทางการให้ทางเลือกในการเปิดแผนการเรียนการสอนแบบใหม่นี้ (ในบางมหาวิทยาลัยการเรียนทางไกลนั้นไม่ต้องใช้เวลาเรียนในห้องเลย) NIDA จึงต้องมีการนำมาใช้เพื่อที่จะแข่งขันกับสถาบันการสอนอื่นๆได้ อย่างไรก็ตามยังขาดข้อมูลจำนวนมากในการรองรับแนวคิดนี้ ในความเป็นจริงนั้นสาเหตุหนึ่งเกิดจากสภาพเศรษฐกิจที่เจริญเติบโต จึงเกิดการจ้างงานในตำแหน่งที่ดี จึงทำให้นักศึกษาสนใจทำงานมากกว่าการเข้าศึกษาต่อ และในปี 2008 และ 2009 มีนักศึกษาเข้าศึกษามากขึ้นเนื่องจากสภาพเศรษฐกิจที่ถดถอยลง
ไม่ว่าเหตุผลใดก็ตามที่ทำให้จำนวนนักศึกษาลดลง ศ.ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดีของ NIDA เชื่อว่าการนำ e-Learning มาใช้งานใน NIDA จะเปลี่ยนแปลงคุณภาพการเรียนและการสอน ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อคณะและนักศึกษา ในมุมมองของอธิการบดี NIDA ต้องเดินหน้าไปในแนวทางนี้โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นหรือเกิดขึ้นจริงจากการเปิดสอนทางไกลของมหาวิทยาลัยอื่นๆ อธิการบดียังประเมินว่าการทำ e-Learning นั้นมีความคุ้มค่า โดยไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงการแข่งขันกับมหาวิทยาลัยอื่นๆ แต่สิ่งที่สำคัญคือการพัฒนาการเรียนการสอน ซึ่ง ศ.ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดีของ NIDA ได้มอบหมายให้ ผศ.ดร. ประดิษฐ์ วรรณรัตน์ รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ เป็นผู้รับผิดชอบในโครงการ e-Learning ที่ก่อตั้งเมื่อ ธันวาคม ปี 2007
จากการใช้งานที่แพร่หลายของอินเตอร์เน็ตตั้งแต่ปี 1900 สร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างมากในบทบาทของคอมพิวเตอร์ มีการเข้าถึง Applications ที่หลากหลายและการบริการที่มีการพัฒนาอย่างมาก สิ่งหนึ่งที่สิ่งสำคัญในการให้บริการอินเตอร์เน็ตนั่นคือ e-Learning ที่มีจุดประสงค์หลักคือการแพร่หลายทางการศึกษาทั้งการเรียนการสอน ที่จะช่วยให้การศึกษานั้นมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากขึ้น

The Nature of e-Learning

ตามคำนิยาม Electric learning (e-Learning) เป็นเพียงการเรียนรู้ใดๆ ที่อำนวยความสะดวกโดยวิธีทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งรวมถึงคอมพิวเตอร์ช่วยฝึกอบรม (computer-based training-CBT), การฝึกอบรมด้วย CD-ROM และการเรียนรู้การใช้งานผ่านเว็บไซต์และอินเตอร์เน็ต (Thomas & Cunningham, 2003) หลักสูตร e-Learning ได้ถูกกำหนดขึ้นมาเพื่อเปิดโอกาสให้แก่นักเรียนให้ศึกษาอย่างต่อเนื่องในขณะที่ไม่ขัดขวางชีวิตส่วนตัวและการพัฒนาทำงาน ในความหมายอื่น e-Learning ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อความยืดหยุ่นทางการศึกษา คือ รูปแบบออนไลน์ที่นำเสนอนักศึกษานั้นดีในแง่ที่ว่าจะเรียนเมื่อไหร่, เรียนอย่างไรและจะเรียนเร็วแค่ไหนก็ได้จนกว่าจะครบหลักสูตร

ประเภทหลักสำคัญของ e-Learning มีอยู่ 3 ประเภทด้วยกัน (DeSanctis, 2003) คือ
• The Video-Conference Classroom กำจัดขอบเขตด้านพื้นที่, กลุ่มแบบ face-to-face ด้วยไอเดียที่แตกต่างกันในเรื่องของสถานที่
• Group Discussion Spaces กำหนดให้พื้นที่สำหรับกลุ่มทำงาน เช่น ทีมโปรเจค, ทีมที่ปรึกษาหรือ Student Learning Team โดยกลุ่ม
สามารถปรับเปลี่ยนดีไซน์ของพื้นที่ให้ตรงกับความต้องการได้ของแต่ละทีมได้
• Online Communities เป็นพื้นที่เปิด โดยให้ใครก็ได้บนอินเตอร์เนต สามารถพูดคุยแลกเปลี่ยนในสิ่งที่สนใจร่วมกันได้ โดยสังคมออนไลท์นี้ไม่จำเป็นต้องพูดถึงแค่การศึกษาเท่านั้น อาจจะเป็นเรื่องบันเทิงหรืออื่นๆ เช่น ผลิตภัณฑ์ซอฟแวร์

The Dramatic Spread of e-Learning

จากหลายเหตุผลนั้น e-Learning ยังกลายเป็นที่นิยมอย่างมากขึ้นในมหาวิทยาลัยและในสภาพแวดล้อมการเรียนรู้อื่นๆ ซึ่งมันเป็นส่วนของการปฏิวัติที่เกี่ยวกับการเรียนการสอนจากการพิมพ์ไปสู่วัฒนธรรมดิจิทัลด้วยความต้องการที่เหมือนกันคือ การนำพาความรู้ไปสู่ผู้คนจำนวนมากโดยปราศจากข้อจำกัดในเรื่องของเวลาหรือสถานที่ เทคโนโลยี e-Learning ที่หลากหลายนี้ได้ใช้ประโยชน์ในเรื่องการนำเสนอหลักสูตรและปริญญาทั้งหมด เช่น มหาวิทยาลัย Indiana เสนอหลักสูตรปริญญาโท MBA ที่ให้นักศึกษาสามารถเรียนผ่านทางออนไลน์ได้โดยไม่ต้องเข้ามาในมหาวิทยาลัย
ถึงแม้ว่า e-Learning จะสร้างค่าใช้จ่ายเป็นเปอร์เซ็นต์ที่น้อยมากในอุตสาหกรรมการศึกษาในปี 2000 (เพียง 7 พันล้านดอลลาร์ หรือน้อยกว่า 1 เปอร์เซ็นต์ของทั้งหมด) ซึ่งมีอัตราการเติบโตประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ต่อปีระหว่างปี 2000 และ 2005 เพิ่มขึ้นเป็น 40 พันล้านดอลลาร์ ของค่าใช้จ่ายในปี 2005 (Rukstad& Collis, 2001) สภาพแวดล้อมการแข่งขันที่มากขึ้นของมหาวิทยาลัย, งบประมาณรัดแน่น, การลงทะเบียนลดลงและความยืดหยุ่นของ ”เวลาและสถานที่” ที่ความต้องการมีเพิ่มมากขึ้นของผู้เรียนที่เป็นผู้ใหญ่ ทั้งหมดนี้เป็นแรงผลักดันหลักเบื้องหลังอัตราการเติบโตที่มหาลิทยาลัยรวมถึงบัณฑิตวิทยาลัยต้องตอบสนองการเปลี่ยแปลงที่เกิดขึ้น โดยทบทวนหลักสูตรและกระบวนการเรียนการสอนแก่นักศึกษาให้เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ระยะยาว หลายโรงเรียนได้ตั้งเป้าหมายที่จะเพิ่มจำนวนของการลงทะเบียน, ลดจำนวนการจ้างครูพิเศษ และเสนอตารางเรียนแก่กลุ่มเป้าหมายหลักที่กำลังมองหาการศึกษาและการฝึกอบรม ด้วยความสำเร็จในการเข้าถึงนักศึกษาเรื่องของเวลา, ไม่ใช่ที่อยู่อาศัยและไม่ใช่แบบดั่งเดิมได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วสำหรับตัวเลือกความต้องการการศึกษาทางไกล
สถาบันการศึกษาระดับสูงก็ได้นำการศึกษาแบบออนไลน์มาใช้เป็นกลยุทธ์ที่สามารถทำการรวบรวมข้อมูลทั้งจากการลงทะเบียนนักศึกษาในแต่ละหลักสูตรและหลักสูตรที่มีอยู่ เช่น การศึกษาปี 2005 ของโรงเรียนในสหรัฐได้เสนอหลักสูตรการเรียนแบบ “face-to-face” และการการศึกษาแบบออนไลน์ ซึ่งการลงทะเบียนในหลักสูตรออนไลน์นี้เองมีการเติบโตปีละประมาณ 18 เปอร์เซ็นต์ (จาก 1.98 ล้านในปี 2003 เป็น 2.35 ล้านในปี 2004)(Rukstad& Collis, 2001)(Exhibit 7 จากการลงทะเบียนนักเรียนใน 20 อันดับโปรแกรมปริญญาออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุด ในระหว่างปีการศึกษา 2004-2005) เช่นเดียวกันนี้จากการศึกษาเดียวกันถึงจำนวนข้อสรุปเพิ่มเติมที่สำคัญเกี่ยวกับ e-Learning ในระดับสถาบันการศึกษาอเมริกาที่สูงขึ้น (ในExhibit 8)
นอกเหนือจากการประเทศสหรัฐอเมริกาแล้ว ยังมีหลายสถาบันในประเทศต่างๆที่มีการนำกาเรียนการสอนแบบออนไลน์มาใช้ เช่น ประเทศอิสราเอล มหาวิทยาลัย Virtual Tel-Aviv ได้ใช้ในการศึกษาปี 2000-2001 เพื่อตอบสนองต่อความคิดริเริ่มของรัฐบาลที่จะดำเนินตามความก้าวหน้าของเทคโนโลยีการเรียนรู้ในการศึกษา นอกจากนี้ยังมีประเทศในตะวันออกเฉียงใต้ เช่น ไทย, มาเลเซียและฟิลิปปินส์ อีกด้วย

The Promise of e-Learning

ก่อนอื่น ด้วยความยืดหยุ่นในการศึกษาหลักสูตรออนไลน์ได้ถูกออกแบบมาเพื่อเหมาะกับความรู้ความสามารถและประสบการณ์พื้นฐานของนักเรียนและผู้ฝึกอบรม สำหรับนักเรียนที่ไม่เต็มใจที่จะเปลี่ยแปลงหน้าที่การงงานหรือจากครอบครัวของพวกพวกเขา
อย่างไรก็ตาม มีข้อแนะนำจากการวิจัยพบว่าการเชื่อมโยงระหว่างเทคโนโลยีและการศึกษา (ดู Exhibit 6) ว่าหลักสูตร e-Learning ไม่ใช่จะประสบความสำเร็จทั้งหมด การออกแบบระบบการเรียนการสอนที่ไม่ดีก็สามารถทำให้ผู้เรียนหมดกำลังใจ เกิดความเบื่อหน่ายและความไม่พอใจต่างๆได้
นอกจากนี้ต้นทุนการพัฒนาสำหรับหลักสูตรออนไลน์โดยปกติแล้วจะสูงกว่าการเรียนการสอนแบบปกติ (face-to-face) เช่น บริษัท IBM ชี้ให้เห็นว่าต้นทุนสำหรับการพัฒนาฝึกอบรมออนไลน์นั้นสูงเป็น 5 เท่าของหลักสูตรห้องเรียน ด้วยข้อเท็จจริงนี้เองตามประสบการณ์ของบริษัท IBM จึงจัดต้นทุนโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ควมพิวเตอร์, application และ network สำหรับหลักสูตรออนไลน์ให้ต่ำกว่าหลักสูตรห้องเรียนแบบปกติ
ด้วยเหตุนี้ การออกแบบหลักสูตรออนไลน์ที่ดีจะช่วยพัฒนาศักยภาพและการใช้งานให้ไม่น่ารำคาญ เช่น บริษัท IBM นี้เองได้มีหลักสูตรที่แตกต่างกันกว่าร้อยหลักสูตรที่สามารถเลือกฝึกอบรมได้ในหลายสถานที่หลายหลักสูตรทั่วโลก ซึ่งผู้จัดการตรวจสอบพบว่าช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทางและเป็นการเพิ่มกาใช้งานของเทคโนโลยีหลักสูตรออนไลน์ (Rukstad& Collis, 2001) เช่นเดียวกับ Cisco system รายงายว่าสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายการเดินทางที่พนักงานต้องเดินทางมาสำนักงานใหญ่หรือสถานทีฝึกอบรมต่างๆได้ถึง 50 ล้านดอลลาร์ ซึ่งบริษัทที่ปรึกษาหลายแห่งชี้ให้เห็นว่าสามารถประหยัดเวลาได้ 50% และ 40%-60% ในต้นทุนการแทนที่การฝึกอบรมในชั้นเรียนแบบ Traditional เป็นหลักสูตรออนไลน์ (Rukstad& Collis, 2001)
ถึงแม้ว่าการศึกษาแบบดั่งเดิมนั้นมีการนำเสนอหลักสูตรในเพียงสถานที่ใดสถานที่หนึ่งจะไม่ตระหนักถึงความสำคัญของการประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง การที่มีหลายวิทยาเขตก็เพื่อลดค่าใช้จ่ายเหล่านี้โดยการใช้ประโยชน์จากหลักสูตรการศึกษาออนไลน์ เช่น มากกว่าที่จะเสนอหลักสูตรการเรียนที่เหมือนกัน โดยคณะอาจารย์ที่แตกต่างกันเดินทางไปยังสถานที่สอนที่ห่างไกล มันก็เป็นไปได้ อย่างน้อยในมุมมองทางด้านเทคโนโลยีก็ทำเช่นเดียวกันหรือจากกลุ่มเล็กๆของคณะมีหลักสูตรผ่านทางออนไลน์
จากมุมมองของนิด้า e-Learning ไม่ได้แนะนำแค่ในแง่คุณภาพการเรียนและการสอนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงกระบวนทัศน์ใหม่ของการศึกษาตั้งแต่การใช้งานขั้นตอนการศึกษาไปถึงห้องเรียนแบบกายภาพ การศึกานั้นสามารถไปสู่ได้ทุกที่ทุกเวลา นอกจากนี้ e-Learning ยังเป็นวิธีที่ดีที่จะขนส่งการศึกษาตั้งแต่มัลติมีเดีย เช่น video, audio และ animation ที่อาจจะสามารถหลอมรวมกันได้

The E-Learning Initiative at NIDA

การตระหนักถึงการประหยัดของต้นทุนที่อาจเกิดขึ้นได้ต่อการเรียนแบบออนไลน์ของ NIDA ดร.สมบัติตัดสินใจที่จะเปลี่ยนNIDAไปสู่e-Universityด้วยe-Learning, e-Testingและ e-office ซึ่งได้รับการแนะนำโดยเขาเชื่อมั่นว่าNIDAควรจะเริ่มใช้อย่างจริงจัง จากเทคโนโลยีสารสนเทศในการเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนการสอน(exhibit9) โดยชี้ให้เห็นจากดร.ประดิษฐ์ได้ถูกรับมอบหมายให้เป็นประธานจากคณะกรรมการe-learning ตั้งแต่ เดือนพฤศจิกายนปี2007 ระบบe-learnที่NIDAนั้น เป็นเพียงการเต็มเติมไม่ใช่การแทนที่การสอนโดยอาจารย์ในห้องดร.ประดิษฐ์ได้ระบุไว้ว่า ::
'จุดประสงค์ของโครงการก็คือเพื่อใช้ระบบ E-Learning เป็นส่วนเสริมและส่วนเติมเต็มในห้องเรียน ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการเรียนการสอนในการนำเสนอสรุปบทเรียนที่ถูกสอนในห้องเรียนปกติและเพื่อสำหรับนักเรียนในการทบทวนก่อนสอบนอกจากนี้ยังเป็นผลดีต่อนักเรียนที่ไม่ได้เข้าชั้นเรียนโดยเนื้อหาจะอยู่ในรูปแบบไฟล์ flash ซึ่งจะถูกรวมเข้ากับ slide และเสียงของอาจารย์นอกจากนี้อาจารย์สามารถใช้ระบบ E-Learning ในการสื่อสารกับนักเรียนได้มากขึ้นอาจารย์ยังใช้ในการให้การบ้านรวมถึงให้ความรู้เพิ่มเติมนอกเวลาเรียน'
ด้วยแนวโน้มในการนำเสนอจะสูงขึ้นในหลายๆมหาวิทยาลัยทั้งภายในประเทศและต่างประเทศที่นำเสนอในระดับชั้นปริญญาที่เปิดให้นักเรียนได้ร่วมชั่นเรียนได้ทุกสถานที่และทุกเวลาดร.ประดิษฐ์ได้ชี้ว่าสำหรับ NIDA นั้นยังไม่มีแผนที่จะพัฒนาและใช้ระบบ E-Learning ในระดับชั้นปริญญาอย่างเต็มรูปแบบแต่NIDAพยายามที่จะใช้ระบบ E-Learning เพื่อส่งเสริมการเรียนเท่านั้นแต่สิ่งนี้อาจจะเป็นโครงการในอนาคต
การนำระบบ E-Learning มาใช้ถูกคาดหวังว่าจะเกิดผลดีทั้งแก่นักเรียนและอาจารย์ในหลายๆด้าน นอกจากทำให้นักเรียนที่ไม่ได้เข้าเรียนสามารถเข้าดูผ่านทางเว็บไซต์และเข้าไปดูทบทวนสรุปจากชั้นเรียน โปรแกรมยังถูกออกแบบให้การสื่อสารต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการเรียนได้ง่ายขึ้นผศ.ดร.สุทธิชัยสุทธิทศธรรมผู้อำนวยการสำนักการศึกษาระบบสารสนเทศ (the Information Systems Education Center: ISEC) ร่วมกับดร.ปราโมทย์ลือนามซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบทางด้านเทคนิคของการนำ E-Learning มาใช้ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า::
'การที่NIDAได้นำE-Learningมาใช้เสริมในการจดเลคเชอร์เอาไปแปะไว้เป็นข้อมูลออนไลน์ จะทำให้นักเรียนสามารถทบทวนเนื้อหาสำหรับเตรียมตัวสอบยิ่งไปกว่านั้นระบบการจัดการการเรียนการสอน (Learning Management System: LMS) จะช่วยให้นักเรียนสามารถสื่อสารกับอาจารย์และเพื่อนๆได้ง่ายขึ้น'
ดร.สุทธิชัยได้มองว่าระบบ E-learning จะช่วยเพิ่มการสื่อสารระหว่างนักศึกษากับอาจารย์ของพวกเขา และสร้างระบบที่มีประสิทธิภาพโดยนักศึกษาและอาจารย์สามารถติดต่อกันง่ายขึ้นไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนเขากล่าวว่า"มันจะช่วยเพิ่มความสัมพันธ์ระหว่างนักเรียนและอาจารย์ตั้งแต่พวกเขาสามารถติดต่อกันได้ง่ายขึ้นในทุกเวลาและทุกที่" ยังสามารถหาระบบที่ช่วยเหลือเป็นประโยชน์ในการสอนได้อีกด้วยดร.ประดิษฐ์กล่าวต่อ 'โดยอาจารย์สามารถใช้ E-Learning ในการมอบการบ้านและงานต่างๆรวมถึงให้ความรู้เพิ่มเติม นอกจากความรู้ที่ให้ในห้องเรียนโดยอาจารย์ไม่จำเป็นต้องนัดหมายนักศึกษา เพราะเป็นการยากที่จะรวมคนจำนวนมากไว้ในสถานที่ที่เดียวกันและเวลาเดียวกันอาจารย์สามารถส่งข้อความเกี่ยวกับงานทางเว็บบอร์ด'
สิ่งเหล่านี้นั้นเป็นการคาดหวังประโยชน์ในระบบใหม่อย่าง E-learning อย่างไรก็ตามเพื่อคำนึงถึงคุณประโยชน์นั้นจะส่งผลต่อเนื่องทั้งข้อมูลระบบการศึกษาของดร.สุทธิชัยและต่อคณะของเขาด้วยด้วย แม้ว่าระบบe-learningจะมีประโยชน์มากมายพวกเขาก็ยังต้องได้รับการรับรู้และความชื่นชมอย่างเต็มที่โดยทางคณะของNIDA ที่จริงแล้วนั้นการต่อต้านอย่างต่อเนื่องจะนำไปสู่การมีส่วนร่วมที่ต่ำ และบางคนยังมีความกังวลว่าอาจจะถูกขโมยความคิดจากการที่เอาไปไว้บนระบบออนไลน์ และยังคงกลัวว่าถ้าใส่ทั้งหมดลงไปในระบบออนไลน์พวกเขาจะใช้เครื่องมือโดยไม่ต้องมีโรงเรียนอีกต่อไป อาจารย์หลายท่านไม่แน่ใจในเรื่องกรรมสิทธ์ของe-learning material ว่าจะเป็นของเขาหรือของมหาวิทยาลัยมีเพียงเล็กน้อยที่ยังกังวลกับระบบE-learning ว่าจะทำให้นักเรียนตั้งใจที่จะขาดชั้นเรียนตั้งแต่พวกเขาจะได้รับชีทที่เหมือนกับนักเรียนที่ตั้งใจมาเรียนในชั้นเรียน อาจารย์บางท่านยังไม่ต้องการมีส่วนร่วมในระบบE-learning เพราะว่าพวกเขาไม่ต้องการให้เลคเชอร์ถูกบันทึกซึ่งพวกเขาอาจจะเผลอพูดบางสิ่งที่ไม่สุภาพหรือมีความอ่อนไหวซึ่งอาจจะต้องได้รับผิดชอบจากสิ่งที่ได้ถูกบันทึกไป
อีกอุปสรรคหนึ่งคืองบประมาณของโครงการนี้ ต้นทุนของการพัฒนาe-learningของ1 ชั้นเรียนนั้นถึง300,000บาท โดยมี30ชั้นเรียนที่ได้กำหนดไว้ รวมเป็นต้นทุน10,000,000บาท ขณะที่คณะกรรมการได้กำหนดไว้เพียง 2,000,000บาท

Implementation Steps Taken to due

ดร.ปราโมทย์ซึ่งเป็นผู้นำร่วมกับดร.สุทธิชัยได้อธิบายว่าระบบ E-Learning ของนิด้าประกอบด้วย 2 ส่วนใหญ่ๆคือThe content side และ The operation system side ซึ่งทั่งสองเรียกรวมกันว่า The learning management system (LMS) ทั้งนี้ดร.ปราโมทย์ได้กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า:
'… รูปแบบเนื้อหาที่เหมาะสมจะต้องอยู่ในรูปแบบของ electronic format เช่น PowerPoint และ File VDO ซึ่งสามารถออนไลน์หรือทำงานบนคอมพิวเตอร์ได้ในด้านการพัฒนาเนื้อหานั้นมีฝ่ายที่เกี่ยวข้องมากมายเช่นช่างภาพและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับการตัดต่อVDOให้สอดคล้องกับslideที่อาจารย์นำไปสอน (สไลด์ของอาจารย์จะต้องตรงกับที่โชว์และตนงเวลาเดียวกับผู้จดสไลด์) ซึ่งกระบวนการนี้ใช้เวลาประมาณ 70-80% ของกระบวนการทั้งหมดจากนั้นเราก็จะนำเนื้อหามารวบรวมเข้ากับส่วนของ LMS เมื่อคุณเข้าไปในหน้า web ของNIDA e-learning คุณก็สามารถที่จะเลือกวิชาที่ต้องการเรียนคุณอาจต้องลงทะเบียนก่อน ระบบจะทำการตรวจสอบนักเรียนที่เข้ามาชมwebโดยLMSนั้นจะมีช่องทางให้นักศึกษาและอาจารย์ได้ติดต่อสื่อสารกันผ่านหน้าwebรวมทั้งช่องทางในการส่งการบ้าน ส่งงานและนักศึกษาก็สามารถสร้างกลุ่มเพื่อติดต่อสื่อสารกันได้'
Some Consideration as Implementation Proceeded
ในฐานะที่ NIDA ได้เริ่มดำเนินการในการที่จะเป็นสถาบันที่ใช้ E-learningเป็นองค์ประกอบหลักคุณลักษณะสำคัญในการส่งมอบบริการทางการศึกษาให้แก่นักศึกษาโดยนิด้าไม่มีประสบการณ์เกี่ยวกับระบบนี้ตามที่นิด้าได้วางแนวทางไว้อย่างไรก็ตามปีที่ผ่านมามีบทความงานวิจัยจำนวนมากได้ตีพิมพ์เกี่ยวกับการที่NIDAไดีนำวิธีการนำe-learningไปใช้ในช่วงต้นของการดำเนินการบทความนี้ ได้ถูกนำไปเผยแพร่และอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างคณะกรรมการ E-learning ของดร.ประดิษฐ์และเจ้าหน้าที่ในISEC(The Information System Education Center) ผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบในการออกแบบและตรวจสอบระบบe-learning
จากการศึกษาโปรแกรมE-learningในหลายๆสถาบันที่ไม่ใช่ของประเทศไทยแสดงให้เห็นว่า ยังมีขอบเขตที่กว้างของผลการศึกษากับความแตกต่างในระดับของศักยภาพในการบังคับใช้ ต่อความพยายามของNIDAซึ่งปัจจัยที่เกี่ยวข้องได้แก่
• Factors Predictive of e-learning Acceptance by Faculty Personnel :การที่จะปรับเป็น E-learningและความพร้อมของE-learningนั้นมีผลต่อการยอมรับE-Learning โดยเชื่อมโยงกับการฝึกอบรมที่จัดให้กับผู้ใช้ที่เป็นกลุ่มเป้าหมายทำให้คณะกรรมการของดร.ปรัดิษฐ์สรุปว่าการอบรมเรื่องการใช้ E-Learning ของNIDAมีความสำคัญมากคณะกรรมการยังคาดการณ์ว่าความมั่นใจในการใช้ระบบใหม่ๆอาจเป็นผลพลอยได้ที่ได้จากการให้การอบรมที่เพียงพอ
• Critical Success Factors Pertaining to Commonly Used Web-Based Technologies:: อุปสรรคสำคัญต่อการใช้ Web-based learning คือใช้เวลาไม่เพียงพอในการเรียนรู้การใช้งานและนำไปพัฒนาให้เหมาะสมกับหลักสูตร; ขาดการฝึกอบรมอย่างเพียงพอ; ขาดการสนับสนุนทางเทคนิค; ทรัพยากรไม่เพียงพอ; ขาดการรับรู้หรือตระหนักในคุณค่าของการนำ Web-based มาใช้ในการเรียนการสอนจากตรงนี้ทางคณะกรรมการE-learningก็ได้ใช้คำแนะนำตามงานวิจัยนี้ว่าควรจะ'พยายามที่จะใช้กลยุทธ์ที่ยืดหยุ่นเพื่อลดอุปสรรคเหล่านี้'
• Age –Related Determinants of Usage of Computers in Teaching: ความมั่นใจในการใช้ คอมพิวเตอร์ในการสอนนั้นมีความสัมพันธ์กับอายุของบุคลากรและอาจารย์ โดยผู้ที่มีอายุน้อยก็จะมีความมั่นใจในการใช้คอมพิวเตอร์มากกว่าผู้ที่มีอายุมากกว่าบุคลากรที่อายุมากจะรู้สึกยังไม่เปิดรับต่อการใช้เทคโนโลยีเมื่อเทียบกับนักศึกษาทำให้ขาดการตื่นตัวในการพัฒนามาใช้ e-learning ในการสอนนี่ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่คณะกรรมการสามารถสรุปได้ว่าการอบรมและการสร้างความมั่นใจเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้เข้าใจวัตถุประสงค์และดึงดูดให้เกิดการสอนโดยใช้ e-learning
• Rules of effective e-learning :จากการศึกษาทั้งอาจารย์และนักศึกษาที่มหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกาพบว่ามีกฎสำคัญ 10 ประการที่มีผลต่อ
ประสิทธิภาพของ e-learning คือ
(i) การมีวิสัยทัศน์ร่วมกันในการเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ ;
(ii) กระบวนการออกแบบหลักสูตร ;
(iii) การแนะนำการใช้งาน e-learning ที่เหมาะสม(เช่นมีข้อมูลที่ละเอียด) ;
(iv) กลยุทธ์การทำงานเป็นกลุ่ม ;
(v) สิ่งอำนวยความสะดวกที่มีประสิทธิภาพ (เช่นผู้ให้บริการออนไลน์ที่คอยให้คำแนะนำ) ;
(vi) การอบรมและการสนับสนุนของคณะ;
(vii)กรอบที่คาดไว้เช่นแฟ้มoutlineของหลักสูตร;
(viii) feedback ของนักศึกษา;
(ix)คณะกรรมการต้องพัฒนาระบบอย่างต่อเนื่องและ
(x) การตรวจสอบและการประเมินผลของการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะต้องเกี่ยวข้องกับผู้ที่มีส่วนได้เสียทั้งหมด(รวมไปถึงบุคลากรและผู้เรียน)
มีหลายกฏที่อยู่ภายใต้การตัดสินใจในต่างที่และต่างเวลาโดยคณะกรรมการได้ตัดสินใจในหลายๆหัวข้อที่จำเป็น

นอกจากนี้จากการตรวจสอบต่างประเทศที่มีประสบการณ์ในการใช้ e-learning มีงานวิจัยล่าสุดได้ศึกษาโปรแกรมe-learning ในมหาวิทยาลัยที่ประเทศไทยและตามที่คณะกรรมการของดร.ประดิษฐ์ได้รวบรวมไว้จากรายงายได้ผลดังนี้
• Experienced Strengths and Weaknesses of e-learning : จุดแข็งของโปรแกรม E-learning สำหรับการศึกษาในไทยถูกรายงานมาตามนี้:
(a) ประหยัดต้นทุนทางด้านเวลาและการปฎิรูป;
(b) นักศึกษามีอิสระในการแสดงความคิดเห็นมากขึ้น;
(c) ลดต้นทุนการเรียนการสอนในระยะยาว; และ
(d) ผู้สอนมีเวลาในการทำวิจัยและรับผิดชอบงานต่างๆมากขึ้นนอกจากจุดแข็งเหล่านี้ยังมีจุดอ่อนของ E-learning สำหรับการศึกษาในไทยเช่นนัก
ศึกษาขาดทักษะในการบริหารเวลาและขาดวินัยในตัวเอง, ขาดทักษะในการสืบค้นหา ข้อมูลและขาดทักษะทางด้านภาษาการวิจัยยังพบอีกว่านัก
ศึกษาชอบที่จะเรียนกับอาจารย์ถึง 80% ของเวลาของพวกเขาในขณะที่ 20% ของเวลาที่เหลือชอบเรียนด้วย e-learning
• Primary Modality of e-Learning Programs in Thailand and the Most Critical Element :สถาบันการศึกษาระดับสูงในประเทศไทยที่ใช้ระบบ E-Learning พบว่ารูปแบบการใช้ E-Learning ที่เป็นที่นิยมคือการใช้เสริมการเรียนการสอนมากกว่าการใช้ทดแทนการศึกษาในที่มีผลต่อความสำเร็จของ E-Learning คือ โครงสร้างพื้นฐานทางด้านโปรแกรมคอมพิวเตอร์และสภาวะแวดล้อมในการเรียนของสถาบัน
นอกจากนี้ ประโยชน์ของ E-Learning ยากที่จะรับรู้ได้ อาจารย์หลายๆคนไม่เห็นประโยชน์ที่จับต้องได้ของ E-Learning บางคณะกล่าวว่า “ทำไมถึงต้องการใช้ E-Learning ในเมื่อก็ได้รับ feedback ที่ดีของ นศ. ในวิธีการสอนในปัจจุบัน” อาจารย์ท่านอื่นๆยังกล่าวอีกว่า “E-Learning จากทำให้การสอนซับซ้อนมากยิ่งขึ้น และพวกเขาต้องการจะสอนด้วยวิธีธรรมดา” ความเข้าใจในการใช้ของอาจารย์หลายๆคนรู้สึกว่าพวกเขาต้องทำงานเพิ่มขึ้นในการใช้ E-Learning แม้ว่ากระบวนการในการพัฒนาวัสดุของ E-Learning จะง่ายในทางเทคนิค อาจารย์ส่วนมากไม่ต้องการจะพัฒนาวัสดุของ E-Learning ด้วยตนเอง แต่พวกเขาต้องการทีมงานในการสนับสนุนในการพัฒนาวัสดุของ E-Learning โดยเฉพาะสำหรับอาจารย์ที่มีอายุเยอะของคณะที่ไม่ชำนาญในด้านเทคนิค สำหรับในด้าน นศ. ที่มีส่วนได้ส่วนเสียกับโครงการนี้ ทางคณะกรรมการได้พูดถึงปัญหาเกี่ยวกับการต่อต้าน แต่การขาดข้อมูลที่เพียงพอทำให้ยังไม่มีข้อสรุป ประเด็นที่ควรพิจารณาคือ ถ้า E-Learning ไม่ถูกบังคับ พวกนักศึกษาจะเข้าร่วมหรือไม่ หรือพวกเขาอาจจะชอบที่จะได้เจอหน้าหรือพูดคุยทางโทรศัพท์มากกว่า

ข้อมูลเชิงลึกที่รวบรวมก่อนการดำเนินการ

เพื่อที่จะเข้าใจในปฏิกิริยาของทางคณะ เมื่อมีการพัฒนาอย่างเต็มที่และมีการใช้ทั่วทั้งสถาบัน จึงต้องมีการทดสอบทางเทคนิค ก่อนที่จะดำเนินการแบบเต็มรูปแบบ ดร.ประดิษฐ์ และคณะได้เปิดตัว โครงการบุกเบิกเล็กๆในเดือน มิถุนายน ปี 2008 และเชิญเจ้าหน้าที่คณะ 22 คนมาเข้าร่วมด้วย โดยส่วนประกอบของ E-Learningในการนำร่องนั้นจะประกอบด้วย เนื้อหาแต่ละคอร์ส และเครื่องมือมัลติมีเดียนั่นเอง
ในการสำรวจผู้มีส่วนร่วมได้ใช้อาจารย์ 2 ท่านจากคณะสถิติประยุกต์ คือ Dr.RaweewanAuepanwiriyakulอาจารย์ประจำวิชาวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์และสถิติ และอีกท่านคือ Dr.SurapongAuwatanamongkolอาจารย์วิชาวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ เนื่องจากทั้งสองท่านมีประสบการณ์ในการใช้เครื่องมือใหม่ๆซึ่งทั้ง 2 ท่านก็เป็นส่วนหนึ่งของโครงการนำร่อง E-Learning นั่นเอง
ข้อมูลเชิงลึกในคณะถึงความเข้าใจถึงประโยชน์ของ E-Learning
Dr.Raweewanได้กล่าวถึงเหตุผลในการเข้าร่วมโครงการว่า “เหตุผลที่ทำให้เข้าร่วมโครงการนั้นเพราะว่า E-Learning ช่วยให้ นศ.ทบทวนบทเรียนที่พวกเขาอาจจะพลาดไปได้ E-Learningมีประโยชน์มากกับ นศ. เพราะมันสามารถช่วยให้สามารถติดต่อสื่อสารระหว่างอาจารย์กับนศ. E-Learning ควรจะบูรณาการกับโครงการต่างๆ อย่างเช่น เนื้อหาการกวดวิชาความสามารถในการใช้คอมพิวเตอร์สำหรับบุคลากรใหม่อีกด้วย”
Dr.Raweewanได้กล่าวอีกว่าโครงการนำร่อง E-Learning แสดงให้เห็นถึงประโยชน์สำหรับบุคลากรในคณะ โดยได้อธิบายว่า “E-Learning ช่วยให้อาจารย์โพส introduction ในเนื้อหาแต่ละบท โดย นศ. สามารถเรียนรู้ด้วยตัวเองนอกห้องเรียน และช่วยให้อาจารย์สามารถจัดการเกี่ยวกับการใช้เวลาได้”
Dr.Surapongชี้ให้เห็นว่าE-Learning จะเพิ่มมูลค่าเพิ่มในการช่วยเขาในการสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพกับ นศ. ของเขา โดยได้กล่าวว่า “ในปัจจุบันนี้ ผมสื่อสารกับ นศ. ผ่านทางอีเมล์และอาจารย์ส่วนมากมักจะโพส course material บนเว็บไซต์ อาจารย์จะไม่ได้สื่อสารกับ นศ. บนเว็บบอร์ด หรือ ห้องสนทนา อย่างไรก็ตาม การดำเนินการของ E-Learning นั้นมีประโยชน์ในการสื่อสารกับ นศ. เช่น การโพส readind assignment หรือ course syllabuses เป้นต้น

ข้อมูลเชิงลึกในคณะถึงความเข้าใจในอุปสรรคของ E-Learning

อุปสรรคสำคัญในการขัดขวางความสำเร็จของ E-Learning ในมุมมองของ Dr.Raweewanระบุว่า คณะมีเวลาที่จำกัด ซึ่งไม่จำเป็นต้องต่อต้านการแนะนำให้ใช้เทคโนโลยีใหม่ อาจารย์ได้กล่าวว่า “ฉันและอาจารย์ส่วนมากเห็นด้วยกับโครงการ E-Learning กระบวนการในการผลิตเนื้อหา E-content ไม่ใช่อุปสรรค อย่างไรก้ตามอุปสรรคสำคัญอยู่ที่เวลาเนื่องจากอาจารย์มีงานยุ่งทั้ง การสอน และการวิจัย เป็นต้น
เพื่อขจัดปัญหาเหล่านั้น Dr.Raweewanได้กล่าวว่า นิด้าควรต้องหาทีมในการพัฒนาในการช่วยเหลือคณะต่างๆในการเตรียมเนื้อหาวิชาที่จะบรรจุใน E-Learning เว็บไซต์ และช่วยงานอื่นๆที่ทำให้เสียเวลาอีกด้วย
“นิด้าควรมีบุคลากรพิเศษที่ทำหน้าที่จัดการเกี่ยวกับ audio-visual ในการผลิตเนื้อหาและตัดต่อ video-slide เพื่อคอยสนับสนุนอาจารย์ โดยบุคลากรส่วนนี้จะต้องสร้างรูปแบบ E-Learning อยู่เสมอ สำหรับอาจารย์ท่านอื่นๆที่ไม่ได้ศึกษาเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์มาก็สามารถทำให้สร้าง E-content ได้เพราะการใช้งานที่ง่าย และทางเลือกที่ง่ายอีกทางสำหรับ E-Content นั่นก็คือ Powerpointเพราะช่วยในการแทรกเสียงได้นั่นเอง”
Dr.Surapongชี้ไปที่ปัญหาที่เหมือนกันสองเรื่องคือ ข้อจำกัดในด้านเวบาของทางคณะ และข้อจำกัดในการเพิ่มตำแหน่ง computer training ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญ ต่อความสำเร็จของ E-Learning ที่นิด้า “ข้อจำกัดของเวลาในการผลิต E-Content เป็นอุปสรรคของอาจารย์ที่ไม่ได้ศึกษาในด้านเทคโนโลยี” โดยยังได้แนะนำวิธีแก้ปัญหาว่า การเพิ่มหน่วยงานพิเศษอย่างผู้เชี่ยวชาญด้านการควบคุมเสียง จะสามารถทำให้ประหยัดเวลา และการผลิตเนื้อหา รวมถึง การตัดต่อ Video-slide ได้อีกด้วย
นอกจากนี้ Dr.Surapongได้บอกอีกว่า Hardware สนับสนุนอาจเป็นปัญหามากกว่า Software โดยได้กล่าวว่า “Software ในการผลิต E-content ไม่เป็นอุปสรรคเพราะมีการดาวน์โหลดได้ฟรี แต่ Hardware อย่างเช่น microphone กล้อง ถือว่าเป็นอุปสรรคอย่างหนึ่งที่สำคัญ ดังนั้น นิด้า ควรจัดหาอุปกรณ์เหล่านี้โดยเฉพาะ Hardware นั่นเอง”

ข้อมูลเชิงลึกในคณะในความเข้าใจเกี่ยวกับปัญหาลิขสิทธิ์

ทั้งDr.Surapong และ Dr.Raweewanไม่มีความกังวลเกี่ยวกับเรื่องความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในเนื้อหาของหลักสูตรที่ถูกนำไปใส่ในเว็บ ว่าจะเป็นของคณาจารย์ หรือ เป็นของสถาบัน โดยทั้งคู่ได้กล่าวว่าเนื้อหาควรเปิดเผยต่อสาธารณะ ในรูปแบบออนไลน์ ซึ่งจะเป็นในรูปแบบของ Adobe Acrobat หรือ Powerpointก่อนที่พวกเขาจะเข้าร่วมโครงการนำร่อง E-Learning Dr.Surapongได้แนะว่า “ ในช่วงแรกควรจะป้องกันลิขสิทธิ์ในเนื้อหาของe-Learning โดยนำมาใช้แค่ในระบบ Intranet เพื่อจำกัดสิทธิ์ในการใช้เฉพาะนักศึกษานิด้าเท่านั้น.”
ในขณะที่ Dr.Pradit รู้สึกพึงพอใจอย่างมากที่ได้รู้ถึงมุมมองของคณาจารย์บางส่วนที่มีส่วนร่วมในการนำร่องโครงการนี้ ซึ่งเป็นตัวอย่างในการสำรวจกลุ่มเล็กๆที่เข้าร่วมโครงการ และมีมุมมองเชิงบวกที่ที่มีต่อการนำ e-Learning มาใช้เพื่อเพิ่มศักยภาพในการสอนและการเรียนรู้ ซึ่งนั่นจะช่วยให้ Dr.Praditรู้สึกว่าอยากจะทำการดำเนินการโครงการนี้อย่างเต็มรูปแบบนั่นเอง

Seriousness of the problems
แม้ว่าผู้เข้าร่วมในโครงการนำร่องนี้จะให้การตอบรับกับ E-Learning ซึ่ง ดร. ประดิษฐ์ทราบอย่างดีว่าการลงทุนทำ E-Learning จะไม่สำเร็จหากไม่ได้รับความร่วมมือจากคณะและนักศึกษาหากไม่ได้รับการสนับสนุนและมีส่วนร่วมดังกล่าว อาจทำให้เกิดความลำบากใจกับมีการดำเนินงานทำE-learningต่อ
อีกทั้งE-learning ก็ได้ประสบความสำเร็จในหลายๆมหาวิทยาลัย ซึ่งการใช้E-learning ก็เป็นอีกวิธีที่ใช้มาทำการแข่งขันกันระหว่างสถาบันการศึกษาในไทย ที่จะทำให้สถาบันการศึกษามีความประสบความสำเร็จจากการนำ e-Learning มาใช้ และถ้าระบบ e-Learning ไม่ประสบความสำเร็จในNIDAอาจจะทำให้มหาวิทยาลัยเสียชื่อได้มากไปกว่านั้นนักศึกษาเองบางส่วนก็ต้องการให้นำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการศึกษาด้วย ถ้าNIDAไม่ประสบความสำเร็จในการนำE-learning เข้ามาใช้ อาจทำให้นักศึกษาที่จะเข้าศึกษาต่อที่สถาบัน NIDA น้อยลง
จากปัญหาดังกล่าว ทำให้ดร.ประดิษฐ์ ตระหนักว่าการนำระบบ E-Learning มาใช้งาน จะส่งผลกระทบต่อระบบโครงสร้างหลักของ NIDA อีกทั้งยังเจอกับปัญหาจากการต่อต้านการใช้งาน E-learning จากทางคณะ, เจ้าหน้าที่ และนักศึกษา ตั้งแต่เริ่มต้นแนะนำการใช้งาน E-learning ตลอดจนการนำ E-Learning มาใช้เพื่อทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกระบวนการเรียนการสอน ทำให้ ดร.ประดิษฐ์ตัดสินใจที่จะดำเนินการทีละอย่าง โดยเริ่มจากโครงการนำร่องก่อน ผู้เข้าร่วมโครงการนี้ประกอบด้วยผู้ที่พร้อมเรียนรู้จากคณะละ 4 คน ที่มีทักษะพื้นฐานด้านเทคโนโลยีถ้าโครงการนำร่องมีแนวโน้มจะประสบความสำเร็จก็จะดำเนินการต่อไปทีละหลักสูตร จนกระทั่งทุกหลักสูตรของนิด้าสามารถใช้ e-Learning ได้

Where to from Here?
ดร.ประดิษฐ์และคณะกรรมการได้หารือและได้ข้อสรุปที่ชัดเจนว่ามี 3 องค์ประกอบที่เป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อความสำเร็จของระบบ e-Learning ได้ คือ อาจารย์ นักศึกษาและแหล่งทรัพยากรข้อมูล ทำให้ ดร.ประดิษฐ์จึงได้พบสิ่งใหม่ๆที่มีความท้าทายโดยมีข้อมูลเชิงลึกที่ทำให้ประสบความสำเร็จ
The Three Critical Factors: Current Status
ดร.ประดิษฐ์ยังกังวลว่าอาจารย์บางท่านในคณะ โดยเฉพาะอาจารย์ที่มีอายุมาก อาจจะไม่สนใจใน E-Learning แล้วก็เป็นกลุ่มต่อต้านหลักๆ แต่อย่างไรก็ตาม ดร.ประดิษฐ์หวังและเชื่อว่าการทำให้อาจารย์ได้รับทราบถึงข้อดีและประโยชน์จากการใช้ E-Learning ในการสอน ซึ่งจะได้รับความร่วมมือมากขึ้น
“….ดร.ประดิษฐ์ ยกตัวอย่างว่า เหมือนกับการที่มีเทคโนโลยีดิจิตอลเริ่มเข้ามาในประเทศไทยใหม่ๆ ซึ่งทางอาจารย์บางท่านก็ได้ปฎิเสธสิ่งใหม่ๆที่เข้ามา แม้ว่าสิ่งนั้นจะช่วยในการสอนนักศึกษาด้วยก็ตามแต่เมื่อเทคโนโลยีนั้นแพร่หลายมากขึ้นคณาจารย์เหล่านั้นก็เริ่มจะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เช่น โปรแกรม Power Point ในปัจจุบันส่วนใหญ่คณาจารย์ก็ไม่ได้ต้องการที่จะเรียนรู้ แต่ในปัจจุบันกลายเป็นว่า Power Point ถูกใช้ในการเรียนการสอนอย่างแพร่หลาย…”
ดร ประดิษฐ์ ได้สรุปว่า คณาจารย์ต้องมีเวลาที่จะเตรียมการสอนจากแบบเก่ามาเตรียมการสอนแบบใหม่ มีการเตรียมสไลด์สำหรับ Presentation และคลิป Video สำหรับ E-Learning
จาก 3 ปัจจัยนั้นดร.ประดิษฐ์กังวลในส่วนของการยอมรับจากนักศึกษาน้อยที่สุดเพราะว่านักศึกษานั้นค่อนข้างมีความพร้อมที่ต้องการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆยู่เสมอ และทาง NIDA จัดให้นักศึกษาจะได้รับการปฐมนิเทศการใช้งาน E-Learning ด้วย แต่ปัจจัยที่น่ากังวลที่สุดก็คือ ปัจจัยทางด้านทรัพยากร แหล่งความรู้ทั้งด้านที่เป็นทางการเงินและไม่ใช่ทางการเงิน (เช่น การสนับสนุนทรัพยากรบุคคลที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านเทคนิค)เป็นทรัพยากรที่หายากและมีแนวโน้มค่อนข้างหายาก เมื่อไรที่ NIDA มีการจัดสรรงบประมาณที่เพียงพอมากขึ้น อาจทำให้ E-Learning จะประสบความสำเร็จจะเปิดใช้งานอย่างเต็มรูปแบบ ดร.ประดิษฐ์ได้ยอมรับหากปัจจัยทั้งสองอย่างสมบูรณ์ ก็จะทำให้แผนดำเนินงานสำเร็จ

Looking toward the Future: Life after e-Learning

อย่างไรก็ตามสิ่งที่ท้าทายของการพัฒนาระบบ E-Learning คือการวางแผนงานของผู้บริหารNIDAในอนาคต ซึ่งต้องมีโครงการเสริมเพิ่มเติมที่เกี่ยวกับE-Learning อีก(เช่น การตั้งศูนย์อบรมคอมพิวเตอร์และการทดสอบOnline)ซึ่งอาจจะมีการออกแบบและปรับปรุงระบบผศ.สุทธิชัย ได้แบ่งปันมุมมองเกี่ยวกับการที่อาจจะเกิดขึ้น สำหรับอนาคตของระบบ E-Learning ว่าควรมีการวางแผนขยายการใช้ e-Learning
“…โครงการE-Learning นั้นสามารถถือได้ว่าเป็นการลงทุนที่มีความสำคัญและควรจะสามารถรประยุกต์ใช้งานให้กับโครงการอื่นๆด้วย เช่น ISEC มีความน่าสนใจที่จะใช้ระบบ E-Learning กับการเรียนการสอนในวิชาComputer ขั้นพื้นฐานให้แก่นักศึกษาใหม่ ซึ่งนักศึกษาใหม่มีความจำเป็นจะต้องใช้ทดสอบทาง Computer แต่ว่า E-Learning จะไม่ครอบคลุมไปถึง Online testing เพราะว่าจะต้องมีคลังข้อสอบขนาดใหญ่และนอกจากนี้จำนวนคอมพิวเตอร์ยังเป็นข้อจำกัดของE-Testing ด้วย จึงทำให้ ISEC จึงต้องเลื่อนการทำ E-Testing ออกไปก่อนอีกหลายภาคการศึกษา…”
ผศ.สุทธิชัย เล็งเห็นความเป็นไปได้อื่นๆที่NIDAจะเจออุปสรรคที่มีความชัดเจนขึ้นในการสร้างระบบในปัจจุบัน เนื่องมาจากวามเป็นไปได้ในการปรับเปลี่ยน E-Learning สำหรับสอนการใช้งานSoftware ในการ ปฐมนิเทศนักศึกษาใหม่ ด้วยเหตุนี้เองทำให้นักศึกษาจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับนโยบาย ข้อบังคับ และกฎระเบียบ ของ NIDA ได้Online

ผศ.สุทธิชัยได้ให้สนับสนุนว่า
“…ที่น่าจะเป็นไปได้สำหรับอีกโครงการที่น่าจะเกิดขึ้น คือการปฐมนิเทศนักศึกษาใหม่ของNIDAด้วย Software ช่วยสอนโดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับกฎระเบียบของสถาบันรวมทั้งผลประโยชน์และอธิบายถึงหลักสูตรการเรียนการสอนเพื่อลดเวลาที่ใช้ในการปฐมนิเทศ
โครงการต่อไปที่สำคัญอีก นั่นคือ ให้พนักงานลูกจ้างใหม่ได้ใช้ระบบ E-Learning เพื่อเป็นการปฐมนิเทศแบบใหม่ สำหรับการสอนเรื่องกฎระเบียบต่างๆรวมไปถึงการบอกถึงผลประโยชน์ต่างๆที่ลูกจ้างจะได้รับซึ่งโครงการนี้จะช่วยลดระยะเวลาการปฐมนิเทศสำหรับลูกจ้างใหม่ได้…”

Getting to the Future: “Can We Get There from Here?

โอกาสที่น่าตื่นเต้นสำหรับการพัฒนาและการขยายการใช้ระบบ E-Learning ในอนาคตนั้นดร.ประดิษฐ์ ทราบเป็นดีว่าอย่างแรกที่ NIDAต้องมีคือหาวิธีที่จะจัดการกับความท้าทายที่เกิดขึ้นให้ได้อย่างทันที โดยคณะกรรมการ E-Learning และฝ่ายพัฒนาทางเทคนิคของ ISEC จะต้องหาวิธีเพื่อเร่งให้เกิดการยอมรับ E-Learning ทั้งระหว่างคณะอาจารย์และนักศึกษาซึ่งเป็นผู้ร่วมงานอีกส่วนหนึ่งของคณะ ที่มีความเหมาะสมในการฝึกอบรมที่มีความเป็นไปได้ที่สุด ควรจะอะไรที่เป็นเนื้อหาที่จะเป็นโครงสร้างและอำนวยความสะดวก ในการกระตุ้นให้เกิดการใช้งานที่แท้จริง จะสนับสนุนการใช้งานควรเป็นอย่างไรที่จะมีความเหมาะสม สุดท้ายคือ ชนิดของการวางแบบแผนการจัดการการที่มีการเปลี่ยนแปลงให้มีความเหมาะสมนั้นมีองค์ประกอบด้วยอะไรบ้าง ท้ายที่สุดคือ พิจารณาถึงแผนการจัดการและการทำอย่างไรให้ระบบ E-Learning ของNIDA นั้นสามารถสร้างความแตกต่างจากโปรแกรมE-Learning ของสถาบันคู่แข่งได้อย่างไร

Exhibit 8 เพิ่มเติมอยู่ในหัวข้อเรื่อง The dramatic spread of E-learning

จากรายงานของ The Sloan Consortium กล่าวว่า 65% ของสถาบันการศึกษาขั้นสูงนั้นใช้เนื้อหาการสอนแบบออนไลน์เปรียบเทียบกับ 62% ของการศึกษาขั้นพื้นฐานใช้วิธีการสอนแบบ F2F (Face to face)หรือในห้องเรียนนั่นเองนอกจากนี้ 75% ของสถาบันที่เป็นผู้นำเชื่อว่าการเรียนการสอนแบบออนไลน์นั้นมีคุณภาพไม่ต่างไปจากการเรียนการสอนในห้องเรียน อย่างไรก็ตามมีสถาบันการสอนมากมายที่เริ่มใช้การเรียนการสอนแบบ E-learning เนื่องจากการเรียนแบบนี้มีความยืดหยุ่นกว่ามากแม้ว่าผู้เชี่ยวชาญทางด้าน E-learning นั้นไม่ใช่ทุกคนที่มีประสบการณ์การสอนแบบนี้มาก่อนผลสำรวจรายงานว่ามากกว่า 95% นั้นมีประสบการณ์ความรู้ทางด้านคอมพิวเตอร์หรือเทคโนโลยีเกี่ยวกับเว็บไซต์ในการเรียนการสอนในห้องเรียน (Kim & Bonk, 2006)
ในการเรียนการสอนแบบใหม่นั้นมีการคาดหวังที่จะให้มีการเรียนแบบ F2F และการเรียนแบบออนไลน์เข้าด้วยกันมากกว่าที่จะเรียนแบบออนไลน์เลยอย่างเดียวมากไปกว่านั้นสถาบันการสอนยังสร้างแนวทางที่ยิ่งใหญ่ในการรวม E-learning เข้าด้วยกันกับแผนการสอนในเทคโนโลยียุคใหม่นี้มีเครื่องมือมากมายที่สามารถนำมาใช้ใน E-learning เพื่อที่จะสร้างประสบการณ์การสอนให้มีเพิ่มมากยิ่งขึ้นไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีการจับภาพเคลื่อนไหว, ท่าทาง, การสัมผัส, screencasting, IP TV, การสร้างภาพเสมือนจริง, เครื่องมือการจัดการประสิทธิภาพการทำงานขั้นสูง (Hemming, 2008)
เทคโนโลยีก้าวเข้ามามีส่วนมากยิ่งขึ้นและตัวมันเองไม่ได้เป็นเครื่องประกันคุณภาพในการศึกษาแต่อย่างใด แต่เทคโนโลยีนั้นสามารถช่วยดึงดูดความสนใจและรักษาความสนใจของผู้เรียนรู้ไว้ด้วย ในภาพสะท้อนของการพัฒนาซอฟแวร์ Kelvin Mullet(2003) ได้บันทึกไว้ว่าเมื่อมองลงไปให้ลึกถึงการเรียนรู้ ที่ที่ซึ่งเทคโนโลยีสามารถช่วยกระตุ้นและสร้างแรงจูงใจในการเรียนรู้ได้ สร้างความน่าสนใจแลดึงดูดใจทำให้การเรียนรู้เป็นช่วงเวลาที่น่าจดจำหรือเสริมสร้างประสิทธิภาพการเรียนรู้ที่ดีขึ้นสิ่งที่ดีกว่านั้นคือเทคโนโลยีสามารถสร้างผลลัพธ์ที่ดีโดยตรงต่อการเรียนรู้นั้นเอง (Wagner, 2008)
สรุปนักออกแบบโปรแกรม E-learning นั้นจะต้องมีความสมดุลของการออกแบบระหว่างประสบการณ์ทางอารมณ์และการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพเปอร์เซ็นความล้มเหลวที่สูงของหลักสูตร E-learning คือการประกอบกันของการออกแบบที่ไม่ดีจากประสบการณ์ที่เกิดจากการเรียนซ้ำ การทำงานที่น่าเบื่อและความผิดหวังอื่นๆ (Wagner, 2008)

Unless otherwise stated, the content of this page is licensed under Creative Commons Attribution-ShareAlike 3.0 License