Telecommunication
aec4.jpg

อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของกลุ่มอาเซียน

graft1.jpg
จากสถิติเป็นการเปรียบเทียบการเติบโต GDP ของประเทศในกลุ่มอาเซียนจะเห็นได้ว่า เราสามารถแบ่งประเทศในอาเซียนออกเป็นสองกลุ่มย่อย คือ กลุ่มเติบโตสูง ได้แก่ ลาว พม่า กัมพูชา อินโดนีเซีย เวียดนาม ซึ่งมี GDP เติบโตประมาณ 6-8 % และ อีกกลุ่มหนึ่ง มีการเติบโตน้อยกว่า ได้แก่ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ไทย สิงคโปร์ บูรไน ซึ่งมี GDP เติบโตประมาณ 3 -5 %
จากรายงานการวิเคราะห์จุดแข็ง/จุดอ่อน ในเบื้องต้นของประเทศต่างๆใน AEC ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนปรากฎว่าประเทศไทยมีจุดแข็งทางด้านการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมและสินค้าเกษตร รวมทั้งสถานที่ตั้งของประเทศยังเอื้อต่อการเป็นศูนย์กลางโครงข่ายในการเชื่อมโยงคมนาคม และมีสาธารณูปโภคพื้นฐานที่ทั่วถึง มีระบบการเงินการธนาคารที่ค่อนข้างเข้มแข็ง รวมทั้งยังไม่ขาดแคลนแรงงาน จึงนับเป็นโอกาสอันดีของผู้ให้บริการด้านเครือข่าย และโครงสร้างขั้นพื้นฐานด้านไอทีซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญที่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการพัฒนาในด้านอื่นๆ ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกันมากขึ้นของประเทศในกลุ่มอาเซียน

สถิติแสดงการใช้งานอินเทอร์เน็ตในกลุ่มประเทศประชาคมอาเซียน (AEC)
table1.jpg

จากสถิติการใช้งาน Internet ในกลุ่มอาเซียนพบว่าประชากรในประเทศบรูไนใช้อินเทอร์เน็ตถึงร้อยละ 79 ของประชากรภายในประเทศ ถือเป็นลำดับที่ 1 ของกลุ่มอาเซียน สำหรับประเทศไทยเราคงยังต้องพัฒนาคนและเทคโนโลยีให้มากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่นี้เมื่อดูจากสถิติแล้ว พบว่าประชากรในประเทศไทยมีจำนวนประชากรจำนวน 66,720,153 ล้านคนมีการใช้งานอินเทอร์เน็ตเพียง 18,310,000 ล้านคน ใช้อินเทอร์เน็ตเพียงร้อยละ 27 ของประชากรในประเทศเท่านั้น และถือเป็นลำดับที่ 6 ในกลุ่มประเทศอาเซียนอีกต่างหาก

ธุรกิจบริการโทรคมนาคมและคอมพิวเตอร์…ก้าวสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC)

ธุรกิจบริการโทรคมนาคมและคอมพิวเตอร์ นับเป็น 1 ใน 4 ของสาขาธุรกิจบริการเร่งรัดการเปิดเสรีในปี 2553 ภายใต้ความตกลงว่าด้วยการบริการ ของอาเซียน (ASEAN Framework Agreement on Services: AFAS) ซึ่งครอบคลุมถึงการให้บริการโทรคมนาคมเพื่อการติดต่อสื่อสารทั้งด้านเสียงและข้อมูล เช่น บริการโทรศัพท์พื้นฐาน บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ บริการเพลงและคอนเทนต์ต่างๆผ่านอินเทอร์เน็ต เป็นต้น ตลอดจนบริการอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการด้านคอมพิวเตอร์หรือระบบสารสนเทศ เช่น บริการที่ปรึกษาเพื่อการพัฒนาระบบสารสนเทศ บริการติดตั้งพร้อมบำรุงรักษาระบบงานสารสนเทศและการสื่อสาร เป็นต้น

ทั้งนี้ การเปิดเสรีสาขาบริการโทรคมนาคมและคอมพิวเตอร์ จะครอบคลุมการขยายเพดานสัดส่วนการถือครองหุ้นของนักลงทุนต่างชาติเป็นสูงสุด ร้อยละ 70 และการลดข้อจำกัดในการเข้าถึงบริการในรูปแบบต่างๆ (Mode of Services) ซึ่งเป็นไปตามข้อกำหนดขององค์กรการค้าโลก (World Trade Organization: WTO) โดยแบ่งออก เป็น 4 รูปแบบ ดังนี้

รูปแบบที่ 1 หรือ Mode-1 : การให้บริการข้ามพรมแดน (Cross Border Supply) เป็นการให้บริการจากพรมแดนของประเทศผู้ให้บริการไปยังพรมแดน ของประเทศที่เป็นลูกค้า โดยผู้ให้บริการยังคงอยู่ในประเทศตน ไม่ต้องไปลงทุนหรือร่วมลงทุนจัดตั้งธุรกิจให้บริการในประเทศลูกค้า เช่น การให้บริการฟังเพลงออนไลน์ผ่านทางอินเทอร์เน็ต เป็นต้น

รูปแบบที่ 2 หรือ Mode-2 : การบริโภคในต่างประเทศ (Consumption Abroad) เป็นการให้บริการที่เกิดขึ้นในพรมแดนของประเทศผู้ให้บริการ โดยผู้เป็นลูกค้าเดินทางจากประเทศตนเข้ามาขอรับบริการในประเทศผู้ให้บริการ เช่น การเปิดใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ให้บริการโดยผู้ประกอบการในประเทศที่ตนเดินทางไป เป็นต้น

รูปแบบที่ 3 หรือ Mode-3 : การจัดตั้งธุรกิจเพื่อให้บริการ (Commercial Presence) เป็นการให้บริการโดยผู้ให้บริการเข้าไปลงทุนหรือร่วมลงทุนจัดตั้งธุรกิจ (นิติบุคคล) เพื่อให้บริการในประเทศลูกค้า เช่น การเข้ามาลงทุนจัดตั้งบริษัทในไทย เพื่อเปิดให้บริการสื่อสารบนโทรศัพท์เคลื่อนที่ เป็นต้น

รูปแบบที่ 4 หรือ Mode-4 : การให้บริการโดยบุคคลธรรมดา (Presence of Natural Person) เป็นลักษณะของการให้บริการที่บุคคลธรรมดาเดินทางเข้าไปทำงานประกอบวิชาชีพในสาขาบริการด้านต่างๆ ในประเทศลูกค้า เช่น นักพัฒนาแอพพลิเคชั่นจากต่างประเทศเดินทางเข้ามาประกอบวิชาชีพในไทย เป็นต้น

การเปิดเสรีบริการด้านโทรคมนาคมและคอมพิวเตอร์ย่อมมีทั้งโอกาสและความท้าทายต่อผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี (SMEs) ซึ่งนอกจากจะเผชิญกับการแข่งขันกับผู้ประกอบการรายใหญ่ในประเทศแล้ว ยังต้องแข่งขันกับนักลงทุนอาเซียนที่สนใจจะเข้ามาลงทุนในไทย ดังนั้น เพื่อให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีพร้อมที่จะรุกและรับภายใต้สภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนไป จึงจำเป็นที่จะต้องเข้าใจถึงสถานการณ์ที่ดำเนินอยู่ และเตรียมพร้อมในการปรับตัว และขยายโอกาสทางธุรกิจในฐานะส่วนหนึ่งของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนต่อไป

ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน-AEC… ผลต่อธุรกิจบริการโทรคมนาคมและคอมพิวเตอร์ไทย

ข้อจำกัดด้านกฎหมายยังจำกัดผล กระทบต่อธุรกิจบริการโทรคมนาคมและคอมพิวเตอร์ไทย

ปัจจุบัน การเปิดเสรีบริการโทรคมนาคมและคอมพิวเตอร์ในทางปฏิบัติ พบว่า ประเทศไทยรวมถึงหลายประเทศในอาเซียนยังคงมีข้อจำกัดในการ ดำเนินการตามเป้าหมายที่วางไว้ข้างต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริการด้านโทรคมนาคม ซึ่งถูกพิจารณาว่า เป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของประเทศ จึงทำให้มีข้อจำกัดด้านกฎระเบียบ และกฎหมายภายในประเทศ ทำให้ยังไม่มีความคืบหน้าเท่าที่ควร อย่างไรก็ดี ตามข้อผูกพันการเปิดเสรีการค้าบริการชุดที่ 7 ของ AEC ได้อนุญาตให้ธุรกิจต่างชาติสามารถเปิดให้บริการด้าน โทรคมนาคมและคอมพิวเตอร์ในรูปแบบการให้บริการข้ามพรมแดน (Mode-1) และอนุญาตให้ผู้บริโภคสามารถเดินทางไปใช้บริการในต่างประเทศได้ (Mode-2) ซึ่งเป็นรูปแบบพื้นฐานของการให้บริการระหว่างประเทศในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งรูปแบบการให้บริการข้ามพรมแดน ซึ่งผู้ประกอบการมักใช้สื่ออินเทอร์เน็ตเป็นตัวกลางในการให้บริการ เช่น บริการรับเขียนโปรแกรมประยุกต์โดยติดต่อสื่อสารกันผ่านทางอินเทอร์เน็ต เป็นต้น

ในขณะที่การเข้ามาจัดตั้งธุรกิจเพื่อให้บริการในประเทศไทย (Mode-3) ซึ่งมีการตั้งเป้าไว้ในแผนงานการจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC Blueprint) ที่ได้อนุญาตการถือหุ้นของคนสัญชาติอาเซียนสูงสุดที่ร้อยละ 70 ตั้งแต่ปี 2553 นั้น ในส่วนของบริการโทรคมนาคมสามารถกระทำได้เฉพาะผู้ประกอบการโทรคมนาคมที่ไม่มีโครงข่ายเป็นของตนเอง แต่ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมประเภทขายต่อบริการ หรือใบอนุญาตประเภทที่ 1 จากหน่วยงานกำกับดูแลด้านโทรคมนาคม (กสทช.) ซึ่งเรียก กันทั่วไปว่าผู้ประกอบการ MVNO (Mobile Virtual Network Operator) เท่านั้น เนื่องจากไม่เข้าข่ายกฏเกณฑ์เกี่ยวกับสัดส่วนผู้ถือหุ้นชาวต่างชาติต่อผู้ถือหุ้นชาวไทยในนิติบุคคลไทยได้ไม่ เกินร้อยละ 49:51 ตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 ในขณะที่ผู้ประกอบการที่มีโครงข่ายเป็นของตนเองนั้น ยังคงได้รับความคุ้มครองจากพระราชบัญญัติ ดังกล่าวอยู่

จากสภาพการณ์ดังกล่าวข้างต้น คาดว่า ในธุรกิจบริการโทรคมนาคม ผู้ประกอบการสัญชาติอาเซียนที่ต้องการจะเข้ามาเปิดให้บริการในไทย น่าจะ เข้ามาในรูปแบบ MVNO และจับตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) แทนที่จะเป็นตลาดหลักที่ถูกครอบครองโดยผู้ประกอบการรายหลักของไทย ซึ่งมีโครงข่ายสื่อสารเป็นของตนเองและมีความสามารถในการแข่งขันที่สูงในตลาดเมืองไทย สำหรับตลาดเฉพาะกลุ่มที่น่าจะเป็นเป้าหมายของผู้ประกอบการสัญชาติอาเซียน คือ ตลาดชาวต่างชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้บริโภคชาวอาเซียนในไทย โดยอาจจะเป็นผู้ที่เข้ามาประกอบอาชีพ ทำธุรกิจท่องเที่ยว หรือแม้แต่ผู้เข้ามาศึกษาต่อในไทย ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นหลังการเปิดเสรี AEC เนื่องจาก ปัญหาในเรื่องภาษา และความต้องการความเป็นกันเองในการติดต่อสื่อสารเพื่อขอรับบริการ ทำให้เกิดความต้องการในบริการหลังการขายด้วยภาษาประจำชาติ และคอนเทนต์ต่างๆ ที่เป็นภาษาของประเทศนั้นๆ รวมถึงความต้องการในบริการติดต่อสื่อสารกลับมายังบ้านเกิดของตนที่สะดวกและราคาย่อมเยาอีกด้วย

ในขณะที่บริการที่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์นั้น ถูกจัดอยู่ในบัญชีสามซึ่งเป็นธุรกิจที่คนไทยยังไม่มีความพร้อมที่จะแข่งขันในการประกอบกิจการกับคน ต่างด้าว ตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 ซึ่งระบุว่าต้องมีสัดส่วนของผู้ถือหุ้นชาวไทยไม่น้อยกว่าร้อยละ 51 จึงยังคงเป็นข้อจำกัดอย่างหนึ่งในการเข้ามาลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ และส่งผลให้ผู้ประกอบการสัญชาติอาเซียนที่ต้องการเข้ามาเปิดบริการด้านคอมพิวเตอร์ในไทย น่าจะเข้ามาในรูปแบบของการเป็นพันธมิตรกับนักลงทุนชาวไทย เพื่อประกอบธุรกิจบริการดังกล่าวในไทย

ทั้งนี้ ผลกระทบจากการเข้ามาลงทุนในธุรกิจบริการโทรคมนาคมและคอมพิวเตอร์ของผู้ประกอบการสัญชาติอาเซียน น่าจะยังคงอยู่ในวงจำกัด เนื่องจากบริบทของกฎหมายในไทยที่ยังคงมีข้อจำกัดดังกล่าวข้างต้น อย่างไรก็ดี ท้ายที่สุด ประเทศไทยรวมถึงประเทศต่างๆในอาเซียนก็ย่อมต้องดำเนินการผ่อนคลายกฎระเบียบการลงทุน ต่างๆในอนาคตเพื่อการเปิดเสรีมากยิ่งขึ้น ฉะนั้น ผู้ประกอบการชาวไทยควรเร่งพัฒนาและจัดหาบุคลากรที่มีทักษะและความชำนาญ ซึ่งเป็นทรัพยากรที่สำคัญที่สุดในธุรกิจบริการโทรคมนาคมและคอมพิวเตอร์ เพื่อรองรับการแข่งขันที่มีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้นในอนาคต

โอกาสการลงทุนของผู้ประกอบการเอส เอ็มอีไทยในประเทศอาเซียน

สำหรับโอกาสของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยในการลงทุนในอาเซียนนั้น แม้หลายประเทศในอาเซียนยังคงมีข้อจำกัดด้านกฎหมายดังเช่นกรณีของไทยอยู่ อย่างไรก็ดี บางประเทศในอาเซียนค่อนข้างเปิดเสรีธุรกิจบริการโทรคมนาคมและคอมพิวเตอร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเทศกัมพูชา สปป.ลาว พม่าและสิงคโปร์ ซึ่งอนุญาตให้นักลงทุนต่างชาติถือหุ้นเป็นสัดส่วนสูงสุดร้อยละ 100 จึงนับเป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการไทยที่จะก้าวออกไปขยายตลาดในประเทศอาเซียนดังกล่าว

ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยมีโอกาสหลากหลายในการลงทุนในธุรกิจบริการโทรคมนาคมและคอมพิวเตอร์ในอาเซียน เช่น ธุรกิจรับจ้างบริการวาง โครงข่ายสื่อสารโทรคมนาคมในประเทศที่โครงข่ายสื่อสารกำลังอยู่ในช่วงพัฒนาธุรกิจรับจ้างหรือรับช่วงต่อการพัฒนาระบบสารสนเทศต่างๆ และธุรกิจให้บริการดิจิทัลคอนเทนต์ อย่างเช่น เกมส์ออนไลน์ผ่านอินเทอร์เน็ต เป็นต้น ทั้งนี้ การเลือกลงทุนขยายธุรกิจบริการใด ควรพิจารณาข้อมูลพื้นฐานทางด้านความพร้อมและการใช้งานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในประเทศอาเซียนแต่ละประเทศประกอบในการตัดสินใจเลือกธุรกิจที่ต้องการลงทุนได้เหมาะสม

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้สรุปข้อมูลพื้นฐานเบื้องต้นและโอกาสทางธุรกิจของแต่ละประเทศสมาชิกในอาเซียน เพื่อให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่สนใจจะออกไปเจาะตลาดอาเซียนใช้ประกอบการตัดสินใจลงทุน ดังนี้

flickr:9296246417

การเตรียมความพร้อมของผู้ประกอบการ…เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน

นอกจากการทำความเข้าใจผลกระทบและโอกาสจากการเปิดเสรีบริการโทรคมนาคมและคอมพิวเตอร์แล้ว ท่ามกลางภาวะการแข่งขันที่มีแนวโน้ม เพิ่มสูงขึ้นในอนาคต ผู้ประกอบการควรเตรียมความพร้อมในด้านต่างๆ เพื่อเสริมสร้างศักยภาพของธุรกิจให้แข็งแกร่ง และพร้อมที่จะแสวงหาโอกาสทางธุรกิจในประเทศอาเซียนต่างๆ ดังนี้

ศึกษา เรียนรู้ และทำความเข้าใจเกี่ยวกับประเด็น AEC

ผู้ประกอบการที่ยังคงขาดความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับเนื้อหาและรายละเอียดของ AEC ควรที่จะเริ่มต้นศึกษาให้เข้าใจอย่างชัดเจนเสียก่อน ทั้งทางด้านกฎระเบียบ เงื่อนไขการลงทุนภาษี และกฎหมายแรงงาน โดยอาจจะเข้าร่วมฟังสัมมนาของทางหน่วยงานภาครัฐ หรือสอบถามไปยังหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลเรื่องดังกล่าว เช่น กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงไอซีที เป็นต้น

พัฒนาคุณภาพของบุคลากร

ทรัพยากรที่สำคัญที่สุดในธุรกิจบริการโทรคมนาคมและคอมพิวเตอร์ คือ ทรัพยากรบุคคล เนื่องจากเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมักเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผู้ประกอบการควรที่จะคัดเลือกบุคลากรที่มีศักยภาพในการเรียนรู้และพัฒนาตนเองในอนาคต และวางแผนที่จะยกระดับทักษะและความชำนาญของบุคลากรเหล่านั้น อยู่เสมอ

รักษาฐานลูกค้าเก่าให้มั่น ไปพร้อมๆกับการสร้างฐานลูกค้าใหม่

ภายหลังการเปิดเสรี AEC ผู้ประกอบการไทยมีแนวโน้มที่จะเผชิญการแข่งขันจากคู่แข่งในอาเซียนมากขึ้น อย่างไรก็ดี ด้วยความได้เปรียบของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยที่มีความใกล้ชิด เข้าใจในพฤติกรรม และผูกพันกับกลุ่มลูกค้าเก่าในไทยมายาวนาน ซึ่งนับเป็นจุดแข็งที่ผู้ประกอบการไทยควรใช้ในการรักษาฐานที่มั่นของลูกค้าในไทย ในขณะที่แสวงหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆในอาเซียนภายใต้การเปิดเสรีดังกล่าว

เตรียมความพร้อมทางด้านภาษา

ภาษาอังกฤษนับได้ว่าเป็นภาษากลางในการทำธุรกิจระหว่างประเทศ ผู้ประกอบการไทยควรพัฒนาทักษะด้านภาษาอังกฤษของบุคลากรให้พร้อม เพื่อรองรับการแข่งขัน และการขยายธุรกิจทั้งในและต่างประเทศให้เติบโตมากยิ่งขึ้น สำหรับผู้ประกอบการที่มีความพร้อมด้านภาษาแล้ว ก็อาจที่จะศึกษาภาษาอื่นในอาเซียนเพิ่มเติม เช่น ภาษาลาว พม่า กัมพูชา เป็นต้น เพื่อเปิดโอกาสในการเข้าสู่ลูกค้าในประเทศนั้นๆได้ง่ายยิ่งขึ้น

ศึกษาระเบียบและกฎหมายของประเทศในอาเซียน

ก่อนที่จะขยายธุรกิจไปในอาเซียน ผู้ประกอบการควรศึกษาและทำความเข้าใจระเบียบและกฏหมาย ของแต่ละประเทศสมาชิกให้ชัดเจนเสียก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งรายละเอียดของกฎหมายที่เกี่ยวกับการทำธุรกิจบริการโทรคมนาคมและคอมพิวเตอร์ ซึ่งแต่ละประเทศย่อมมีกฏระเบียบและข้อปฏิบัติที่แตกต่างกัน ซึ่งการเข้าใจถึงกฎระเบียบจะช่วยทำให้ผู้ประกอบการทำธุรกิจได้อย่างถูกต้อง สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น

สร้างพันธมิตรทางธุรกิจ

เพื่อลดความเสี่ยงในการขยายการลงทุนในประเทศอาเซียน ผู้ประกอบการอาจให้ความสำคัญในการสร้างพันธมิตรทางธุรกิจกับบริษัทในประเทศที่เราต้องการไปลงทุน เพื่อเอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกัน และร่วมถ่ายทอดเทคนิคการจัดการทักษะต่างๆ ในการทำตลาดในประเทศนั้น ตลอดจนสร้างอำนาจต่อรองในตลาดให้มากขึ้นกว่าการดำเนินธุรกิจเพียงลำพัง

บทสรุป

การก้าวไปสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ในปี 2558 เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้ภาคธุรกิจบริการโทรคมนาคมและคอมพิวเตอร์ของไทยมีการตื่นตัวกันมากขึ้น และน่าจะเป็นทั้งโอกาสและอุปสรรคสำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีของไทย โดยภายหลังจากการเปิดเสรี AEC คาดว่า ผลกระทบจากการเข้ามาลงทุนของผู้ประกอบการสัญชาติอาเซียนในธุรกิจบริการโทรคมนาคมและคอมพิวเตอร์ของไทย น่าจะยังคงอยู่ในวงจำกัด เนื่องจากข้อจำกัดด้านกฎหมายเกี่ยวกับการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติที่จะมาลงทุนในไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริการด้านโทรคมนาคม ซึ่งจัดเป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของประเทศ และมีลักษณะของข้อจำกัดเดียวกันกับประเทศส่วนใหญ่ในอาเซียน อย่างไรก็ดี ท้ายที่สุด ประเทศไทยรวมถึงประเทศต่างๆในอาเซียนก็ย่อมต้องดำเนินการผ่อนคลายกฎระเบียบการลงทุนต่างๆในอนาคตเพื่อการเปิดเสรีมากยิ่งขึ้น

แนวโน้มการแข่งขันในธุรกิจบริการโทรคมนาคมและคอมพิวเตอร์ในภูมิภาคอาเซียนน่าจะเข้มข้นและรุนแรงมากขึ้นในอนาคตภายหลังการเปิดเสรี มากยิ่งขึ้น ซึ่งผู้ประกอบการเอสเอ็มอีรายใดที่มีความพร้อมและสามารถปรับตัวได้ก่อนทั้งในเชิงรุกและเชิงรับ ย่อมสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน ในขณะที่ผู้ประกอบการรายใดที่ไม่พร้อมที่จะปรับตัว ก็อาจจะทำให้เสียโอกาสให้กับคู่แข่งไป ดังนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีของไทยจะต้องเร่งปรับตัว โดยอาจจะเริ่มจากการศึกษา และทำความเข้าใจในกฎระเบียบ และรายละเอียดของการเปิดเสรีด้านบริการโทรคมนาคม และคอมพิวเตอร์ มากยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกันก็เร่งจัดหาบุคลากรที่มีทักษะและความชำนาญ รวมไปถึงการหาพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อเสริมสร้างศักยภาพของธุรกิจให้แข็งแกร่ง และพร้อมที่จะแสวงหาโอกาสทางธุรกิจในประเทศอาเซียนต่างๆต่อไป

แผนยุทธศาสตร์ไอซีทีของประเทศในกลุ่มอาเซียน

screen-shot-2556-03-08-at-4-45-10-pm.png?w=710

ด้าน IT Industry Competitiveness

screen-shot-2556-01-26-at-11-43-06-am.png?w=512&h=238
ทาง Economic Intelligence Unit (EIU) ได้ประกาศผลการจัดอันดับความสามารถการแข่งขันด้านอุตสาหกรรมไอทีเมื่อปี 2011 โดยพิจารณาจาก้านต่างๆและมีคะแนนในหกกลุ่มคือ ด้านสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ ด้านโครงสร้างพื้นฐานด้านไอซีที ด้านทรัพยากรมนุษย์ ด้านงานวิจัยไอที ด้านกฎหมายไอที และด้านการสนับสนุนของภาครัฐบาล ปรากฎว่าประเทศที่ได้รับคะแนนสูงสุดคือสหรัฐอเมริกา ตามมาด้วยฟินแลนด์ และสิงคโปร์อยู่อันดับสาม (คะแนน 69.8) ซึ่งขึ้นมา 6 อันดับจากการสำรวจเมื่อปี 2009
สำหรับประเทศอื่นๆในกลุ่มอาเซียน มาเลเซียอยู่อันดับ 31 (คะแนน 44.1; ขึ้นจากปี 2009 ซึ่งอยู่ที่ 42) ประเทศไทยอยู่อันดับ 50 (คะแนน 30.5; ตกจากปี 2009 ซึ่งอยู่ที่ 49) ฟิลิปปินส์อยู่อันดับ 52 (คะแนน 27.9; ตกจากปี 2009 ซึ่งอยู่ที่ 51) เวียดนามอยู่อันดับ 53 (คะแนน 27.1; ขึ้นจากปี 2009 ซึ่งอยู่ที่ 56) และอินโดนีเซียอยู่อันดับ 57 (คะแนน 24.8; ขึ้นจากปี 2009 ซึ่งอยู่ที่ 59) ดังนั้นเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศคู่แข่งอื่นๆที่สำคัญในอาเซียน ผมอาจพอที่ให้ Like ในการประเมินด้านนี้แต่ก็ยังอยู่ในขั้นที่น่าเป็นห่วง
ข้อมูลการวิเคราะห์ทั้งหมด สามารถเข้าไปดูได้ที่ The IT Industry Competitiveness Index

ด้าน E-Government Readiness
ทาง United Nations Public Administration Network (UNPAN) จะมีการจัดอันดับ E-Government Readiness ออกมาทุกสองปี โดยจะมองในด้านต่างๆที่แบ่งเป็นสามกลุ่มคือ ด้านการบริการออนไลน์ ด้านโครงสร้างพื้นฐานไอซีที และด้านบุคลากร โดยล่าสุดในปี 2012 ได้จัดให้สิงคโปร์อยู่ในอันดับที่ 10 ของโลก (คะแนน 0.8474 ขึ้นมาจากอันดับที่ 11 เมื่อปี 2010) โดยประเทศที่มีคะแนนเป็นอันดับหนึ่งในการสำรวจนี้คือเกาหลีใต้ ตามมาด้วยเนเธอร์แลนด์ อังกฤษ และเดนมาร์ก
สำหรับประเทศอื่นๆในกลุ่มอาเซียน มาเลเซียอยู่อันดับ 40 (คะแนน 0.6703 ตกมาจากอันดับที่ 32 เมื่อปี 2010) บรูไนอยู่อันดับ 54 (คะแนน 0.6250 ขึ้นมาจากอันดับที่ 68 เมื่อปี 2010) เวียดนามอยู่อันดับ 83 (คะแนน 0.5217 ขึ้นมาจากอันดับที่ 90 เมื่อปี 2010) ฟิลิปปินส์อยู่อันดับ 88 (คะแนน 0.5130 ขึ้นมาจากอันดับที่ 78 เมื่อปี 2010) ประเทศไทยอยู่อันดับ 92 (คะแนน 0.5093 ตกมาจากอันดับที่ 76 เมื่อปี 2010) และอินโดนีเซียอยู่อันดับ 97 (คะแนน 0.4949 ขึ้นมาจากอันดับที่ 109 เมื่อปี 2010) เห็นคะแนนด้านนี้แล้วน่าตกใจเมื่อเทียบประเทศไทยกับประเทศอื่นๆในอาเซียน และก็คงต้องคะแนน Unlike

screen-shot-2556-01-26-at-11-57-20-am.png?w=338&h=271

รายงานการสำรวจฉบับเต็มสามารถดาวน์โหลดได้ที่ E-Government Survey 2012
ด้าน Cloud Computing Readiness
Cloud Computing เป็นเทคโนโลยีทีกำลังมาเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมและการใช้ไอซีทีอย่างมาก Asia Cloud Computing Association ซึ่งเป็นหน่วยงานอิสระที่ตั้งขึ้นมาเพื่อสร้างความตระหนักและสำรวจข้อมูลการใช้ Cloud Computing ในเอเซีย จะจัดทำผลสำรวจความพร้อมด้าน Cloud Computing ของประเทศต่างๆในเอเซีย 14 ประเทศทุกปี โดยเริ่มสำรวจตั้งแต่ปี 2011 โดยจะดูข้อมูลต่างๆทั้งในแง่ของ ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน ความเสี่ยงของดาต้าเซ็นเตอร์ ความปลอดภัยของข้อมูล ความพร้อมเรื่องระบบไฟฟ้า การสนับสนุนจากภาครัฐ ซึ่งประเทศที่ได้รับการคัดเลือกให้มีคะแนนเป็นอันดับหนึ่งสองปีติดกันคือญี่ปุ่น และในปี 2012 ทางเกาหลีใต้เป็นอันดับสอง ตามด้วยฮ่องกง และสิงคโปร์
สำหรับประเทศอื่นๆในกลุ่มอาเซียน มาเลเซียอยู่อันดับ 8 (คะแนน 63.0 ตกมาจากอันดับที่ 7 เมื่อปี 2011) อินโดนีเซียอยู่อันดับ 11 (คะแนน 47.1 เป็นอันดับเดิมเมื่อปี 2011) ฟิลิปปินส์อยู่อันดับ 12 (คะแนน 46.0 ขึ้นมาจากอันดับที่ 13 เมื่อปี 2011) ประเทศไทยอยู่อันดับ 13 ซึ่งเป็นอันดับสุดท้ายร่วมกับเวียดนาม (คะแนน 44.9 โดยไทยตกมาจากอันดับที่ 10 ส่วนเวียดนามตกมาจากอันดับ 12 เมื่อปี 2011) ซึ่งเมื่อดูคะแนนจากผลการสำรวจด้านนี้ ก็คงต้องให้คะแนน Unlike กับประเทศไทยอย่างแน่นอน

screen-shot-2556-01-26-at-1-04-14-pm.png?w=512&h=430

สำหรับรายงานฉบับเต็มสามารถดูได้ที่ CLOUD READINESS INDEX 2012
ด้าน Internet Penetration
ข้อมูลอัตราส่วนการใช้อินเตอร์เน็ตต่อประชาการอาจจะมีหลายแหล่ง แหล่งหนึ่งที่นิยมมาใช้ในการอ้างอิงคือ Internet World Stats ที่ออกรายงานเมื่อเดือนมิถุนายน 2012 เปรียบเทียบข้อมูลการใช้อินเตอร์เน็ตทั่วโลก โดยในกลุ่มประเทศอาเซียนจะพบว่าประเทศที่มีอัตราส่วนการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตต่อประชากรสูงสุดคือ บรูไน 78% ตามด้วย สิงคโปร์ 75% มาเลเซีย 60.7% เวียดนาม 33.9% ฟิลิปปินส์ 32.4% ประเทศไทย 30.0% และอินโดนีเซีย 22.1% ซึ่งเมื่อดูข้อมูลการใช้อินเตอร์เน็ตของเราเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งในกลุ่มอาเซียนแล้วคงต้องขอกด Unlike อีกครั้ง

screen-shot-2556-01-26-at-1-11-37-pm.png?w=512&h=375

สำหรับข้อมูลการใช้อินเตอร์เน็ตทั่วโลกสามารถดูได้ที่ Internet World Stats
ด้านความเร็วของอินเตอร์เน็ตสำหรับเครื่อง Desktop
เมื่อเดือนเมษายน 2012 ทาง Google ได้วัดความเร็วในการโหลดเว็บจากอินเตอร์เน็ตของประเทศต่างๆทั่วโลก 50 ประเทศ ซึ่งผลการสำรวจพบว่าประเทศที่มีความเร็วสูงสุดคือ Slovak ใช้เวลา 3.3 วินาที ตามด้วยเกาหลีใต้ 3.5 วินาที สาธารณรัฐเช็ค เนเธอร์แลนด์ และญี่ปุ่น สำหรับประเทศไทยความเร็วอยู่ที่ 9.6 วินาที ซึ่งอาจช้ากว่าเวียดนามที่มีความเร็ว 6.6 วินาที แต่ก็ยังเร็วกว่าประเทศอื่นๆในอาเซียน อย่าง มาเลเซีย 14.3 วินาที ฟิลิปปินส์ 15.2 วินาที และ อินโดนีเซีย 20.8 วินาที ดังนั้นเมื่อดูคะแนนความเร็วอินเตอร์เน็ตบนเครื่อง Desktop แล้ว ก็คงพอกด Like ให้กับประเทศไทยได้
ด้านความเร็วของอินเตอร์เน็ตสำหรับ Mobile
การสำรวจอีกอันที่ทาง Google ทำควบคู่กันไปคือการวัดความเร็วในการโหลดเว็บจากอินเตอร์เน็ตผ่านระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ ซึ่งผลการสำรวจพบว่าประเทศที่มีความเร็วสูงสุดคือ เกาหลีใต้ ใช้เวลา 4.8 วินาที ตามด้วยเดนมาร์ก 5.2 วินาที ฮ่องกง นอร์เวย์ และสวีเดน สำหรับประเทศไทยเนื่องจากเรายังไม่มีระบบ 3G ความเร็วจึงอยู่เพียง 16.3 วินาที และอาจช้ากว่าประเทศอื่นๆในอาเซียน อย่าง เวียดนาม 11.6 วินาที อินโดนีเซีย 12.4 วินาที มาเลเซีย 13.2 วินาที แต่อาจใก้ลเคียงกับฟิลิปปินส์ ดังนั้นเมื่อดูคะแนนด้านนี้แล้ว ก็คงต้องกด Unlike ให้กับประเทศไทยอีกครั้งหนึ่ง

ที่มา :
http://www.catdatacom.com/th/site/news/news_detail/43
http://www.ict.buu.ac.th/Blog/Lists/Posts/Post.aspx?ID=790
http://thanachart.org/articles/page/2/

Unless otherwise stated, the content of this page is licensed under Creative Commons Attribution-ShareAlike 3.0 License