CASE STUDY: The Developement Of The Ict Cluster In Thailand

The Developement Of The Ict Cluster In Thailand

การพัฒนาเทคโนโลยี ICT Cluster ในประเทศไทย

ในเดือนสิงหาคม ปี 2011, ประเทศไทยมีการเลือกตั้งได้นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรก คือ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร โดยได้ประกาศวิสัยทัศน์ของรัฐบาลในเรื่องของการใช้นโยบายการเพิ่มระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยการยกระดับคุณภาพของแรงงาน และปรับทิศทางการพัฒนาจากแบบเดิมที่พึ่งพาการเกษตรและดึงดูดการลงทุนด้วยค่าแรงงานราคาถูก มาสู่การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ มาเป็นพื้นฐานในการสร้างความสามารถในการแข่งขันกับประเทศอื่นๆ , สำหรับวิสัยทัศน์ใหม่นี้ ทาง Global Competitiveness Ranking ซึ่งจัดทำโดย The World Economic Forum จัดให้ประเทศไทยอยู่ในลำดับที่ 38 จาก 134 ประเทศทั่วโลก ในเรื่องของความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งยังคงจัดอยู่ในลำดับที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของโลกในปัจจุบันที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศ ทั้งๆที่ในความจริงเทคโนโลยีสารสนเทศและโทรคมนาคมเป็นปัจจัยที่สำคัญในการขับเคลื่อนความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้พบว่าปัญหาที่สำคัญ คือ “ ความพร้อมทางเทคโนโลยี ” (Pillar of technological readiness) ของประเทศนั้นเอง ตัวอย่างเช่น จำนวนผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ตติดลำดับที่ 86 , ความพร้อมในการเข้าถึงเทคโนโลยีที่ทันสมัยติดอับที่ 64 , การประยุกต์ใช้เทคโนโลนีในองค์กรติดลำดับที่ 66, จำนวนผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงติดอันดับที่ 88 และความเร็วในการรับส่งข้อมูลผ่านอินเตอร์เน็ต(Internet Bandwidth)ติดลำดับที่ 75

ในขณะที่ความพร้อมทางด้านเทคโนโลยีเป็นส่วนสำคัญในการประเมินการแข่งขันในระดับนานาชาติ หากประเทศไทยสามารถประสบความสำเร็จได้ในระยะยาว คือ สามารถขึ้นไปสู่ลำดับที่ดีขึ้นได้ในการแข่งขันทางด้าน Hi-Technology ซึ่งหากได้รับการประเมินผลที่ไม่ดีจะต้องมีการปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้นพร้อมกับปัจจัยที่สำคัญตัวอื่นๆ ของการแข่งขัน , คำถามในใจของนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร คือ รัฐบาลต้องตระหนักถึงวิสัยทัศน์ของการผลักดันประเทศเพื่อความแตกต่างทางทัศนคติจากตลาดของการแข่งขัน ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะมุ่งเน้นไปที่การเพิ่มมูลค่า และการทำเศรษฐกิจทางการเกษตรพื้นฐานไปสู่มูลค่าเพิ่มที่มากขึ้น โดยการใช้ Hi- Technology

ภาพรวมของประเทศไทย

1045128_675740802442294_20349914_n.jpg

ประเทศไทยตั้งอยู่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และล้อมรอบไปด้วยอ่าวไทย ,พม่า,ลาว,กัมพูชา และมาเลเซีย ซึ่งราชอาณาจักรไทยเป็นประเทศที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 50 ของโลก(เนื้อที่ 513,115 ตารางกิโลเมตรหรือ198,120ตารางไมล์) และมีประชากรหนาแน่นเป็นลำดับที่ 20 ของโลก(ในปี 2010 มีประชากรประมาณ 67 ล้านคน) โดยประเทศไทยแบ่งออกเป็น 6 ภูมิภาค ได้แก่ เหนือ,ตะวันออกเฉียงเหนือ,ตะวันออก,ใต้,ตะวันตก,กลาง รวมทั้งเมืองหลวง “กรุงเทพมหานคร” ซึ่งเป็นเมืองที่มีความสำคัญในประเทศไทย
ในด้านประชากรศาสตร์,ประเทศไทยมีประชากรเชื้อชาติไทยเป็นส่วนใหญ่ แต่มีบางส่วนที่มีเชื้อชาติจีนประมาณ 14% ซึ่งอาศัยกระจายกันอยู่ตามที่ต่างๆ หรือที่เรียกว่า “ ชาวเขา ” ซึ่งประชาชนประมาณ 71% จะมีอายุระหว่าง 15-64 ปี , เกือบ 20% มีอายุระหว่าง 0 - 14 ปี และมากกว่า 9% เพียงเล็กน้อย เป็นกลุ่มคนที่มีอายุมากกว่า 65 ปี และอัตราส่วนของผู้หญิงต่อผู้ชายอยู่ที่ 50:50 ในแต่ละช่วงอายุ นอกจากนี้อัตราการเพิ่มของประชากรในปี 2554 อยู่ที่ 0.566% ซึ่งลดลงจากปีที่ผ่านมา ในขณะที่วัฒนธรรมของประเทศไทยได้รับอิทธิพลมาจากหลากหลายประเทศ เช่น อินเดียโบราณ , จีน ,กัมพูชา และประชากรเกือบ 95% ของประเทศนับถือศาสนาพุทธนับเป็นศาสนาประจำชาติด้วย ซึ่งส่งผลให้มีอิทธิพลอย่างมากของการอยู่ร่วมกันในสังคมไทย ซึ่งในประวัติศาสนตร์ประเทศไทยเป็นประเทศเดียวที่ไม่เคยตกเป็นประเทศที่โดนล่าอาณานิคม
ประเทศไทยมีระดับของความสามารถในการอ่าน-เขียนสูง คือ ประชาการอายุ 15 ปีมีความสามารถมากกว่าการอ่านและเขียน ดังนั้น การศึกษาจึงมีความสำคัญที่จะได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลผ่านกระทรวงศึกษาธิการให้สามารถเรียนฟรีได้ถึง 12 ปีแต่ถูกบังคับให้เรียนเพียง 9 ปีแรกเท่านั้น
ทางด้านเศรษฐกิจ, ประเทศไทยเป็นประเทศที่เศรษฐกิจกำลังพัฒนาและถูกพิจารณาให้เป็นประเทศอุตสาหกรรมใหม่ ที่มีอุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ ชิ้นส่วนของอิเล็คทรอนิกส์,การผลิตรถยนต์,อุตสาหกรรมการเกษตรถึงแม้ว่าส่วนใหญ่แรงงานในประเทศจะอยู่ในกลุ่มของภาคการเกษตร แต่อย่างไรก็ตามในภาคการผลิตคิดเป็น 40%ของ GDP ในประเทศ ตามตาราง

946530_675904995759208_1557730732_n.jpg

โดยมากเศรษฐกิจของประเทศไทยขึ้นอยู่กับการส่งออกเป็นส่วนใหญ่ สัดส่วนคิดเป็นมากกว่า 2 ใน 3 ของ GDP(ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ) ซึ่งมูลค่าการส่งออกโดยมากเป็นสินค้าประเภท คอมพิวเตอร์,รถยนต์,เครื่องใช้ไฟฟ้า รวมทั้งชิ้นส่วนต่างๆ ซึ่งทั้งหมดเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญ ในขณะที่ประเทศไทยมีสินค้านำเข้าที่เป็นสินค้าหลักของประเทศ คือ น้ำมันดิบ,เครื่องจักรและชิ้นส่วนต่างๆ ตามตารางต่อไปนี้

1016621_675907595758948_1345394240_n.jpg

ในปี 1932 ประเทศไทยมีการปฏิรูปการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ซึ่งปัจจุบันมีคณะรัฐบาลทำหน้าที่ดูแลและบริหารภายใต้ระบอบรัฐธรรมนูญ โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าคณะรัฐบาล และมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ส่วนที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างแบบดั้งเดิมของระบบรัฐสภาซึ่งกำกับดูแลการบริหารของไทยยังเป็นผู้มีส่วนร่วมในฝ่ายนิติบัญญัติของรัฐบาล ระบบของศาลยุติธรรมเป็นอิสระจากศาลปกครองสูงสุด ประกอบด้วย 3 ศาล ตั้งแต่เกิดการปฎิรูปประเทศไทยมีรัฐประหารเกิดขึ้น 18 กองทัพและรัฐธรรมนูญ 17 ฉบับ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการขาดเสถียรภาพสูงสุดทางการเมือง นอกจากนี้ตลอดระยะเวลาการปฎิรูปประเทศไทยประสบกับวิกฤตทางการเมืองมากมาย เช่น พฤษภาทมิฬในปี 1992 และเหตุการณ์ล่าสุดคือ การประท้วงของเสื้อเหลืองและเสื้อแดงซึ่งแสดงให้เห็นอย่างเด่นชัดถึงความเปราะบางและความไม่มั่นคงของการปกครองของประเทศไทย

สำหรับชัยชนะจากการเลือกตั้งของพรรคเพื่อไทยในปี 2011 นั้นไม่เพียงแต่จะได้นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรก แต่ยังเป็นหัวหน้ารัฐบาลที่มีประสบการณ์ในอุตสาหกรรมการสื่อสารทางโทรคมนาคมมาก่อน โดยก่อนหน้านี้คุณยิ่งลักษณ์ดำรงตำแหน่งประธานของ AIS (Advanced Information Service ) ซึ่งเป็นผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต ก่อตั้งโดยพี่ชายของเธอ คืออดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร นอกจากนี้พรรคเพื่อไทยยังทำการหาเสียงด้วยนโยบายให้ใช้ Free Wifi ในที่สาธารณะ(public Wifi),อินเตอร์เน็ตความเร็วสูง(Broadband Internet), และการแจกแท็บเล็ตให้แก่เด็ก โดยนายกรัฐมนตรีคนใหม่ยังได้แสดงวิสัยทัศน์และความมุ่งมั่นที่จะสร้างเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) ให้เป็นพื้นฐานสำหรับการแข่งขันระดับประเทศ ในระหว่างการดำเนินการเธอไม่เคยลืมความเป็นจริงของปัญหาหลายประการที่เกิดขึ้นใน ICT Cluster ที่จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขและดำเนินการในนโยบายใหม่ๆ และถ้ามีวิสัยทัศน์ในการเสริมสร้างประสิทธิภาพของ ICT ที่จะตระหนักถึงแรงขับดันประเทศไปสู่การแข่งขัน ซึ่งนายกรัฐมนตรีตระหนักดีว่ารัฐบาลจะได้เห็นรายงานเกี่ยวกับการแข่งขันของประเทศไทยในระดับที่พอประเมินได้สูงขึ้นของการแข่งขันระดับโลก

1044810_675907649092276_1762407728_n.jpg

ทำไม ICT จึงเป็นเรื่องที่สำคัญ

ICT ประกอบด้วย ข้่อมูล (information) และเทคโนโลยีการสื่อสาร (Communication technology) ตัวอย่างเช่น อุปกรณ์คอมพิวเตอร์,โปรแกรม,ทักษะทางเทคนิค (technical skill) , คู่มือการเขียนโปรแกรม (Programming tools) , web application , network , internet , mobile phone,broadband เป็นต้น ที่มีความสามารถในการปรับปรุงหรือเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและการสร้างคุณค่าของคน,องค์กร และประเทศ การแข่งขันในระดับนานาชาติที่เพิ่มมากขึ้น ขึ้นอยู่กับความพร้อมทางด้านเทคโนโลยี เพราะเทคโนโลยีได้กลายเป็นปัจจัยผลักดันที่สำคัญ สำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม การพัฒนา ICT ในหลายๆประเทศสามารถที่จะสร้างผลไปยังภาคเศรษฐกิจอื่นๆ จึงเป็นสิ่งที่จะเอื้อต่อการเจริญเติบโตและความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจ โดยทั่วไป บทบาทของ ICT สำหรับการแข่งขันในระดับนานาชาติ จะมีดังต่อไปนี้ :

1. การที่รัฐสามารถให้บริการแก่ประชาชนและธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น e-government สามารถนำมาใช้ให้มีประสิทธิภาพ , มีการส่งที่รวดเร็ว , สินค้าและบริการมีคุณภาพสูงแก่ประชาชน , ธุรกิจ , พนักงานของรัฐ และหน่วยงานของรัฐ โดยการเปลี่ยนกระบวนการให้มีประสิทธิภาพและผลผลิตที่มากขึ้น นอกจากนี้ยังเป็นการกระตุ้นการปกครองระบอบประชาธิปไตยอย่างเปิดเผย และมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจ,การกำหนดนโยบาย และการกำหนดกิจกรรมทางการเมือง ซึ่งเป็นผลมาจากรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมของภาครัฐ เช่น e-acutions ส่งเสริมกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างที่โปร่งใส รวมไปถึงการออกเสียงลงคะแนนออนไลน์ และโอกาสที่จะเข้าถึงนักการเมืองที่ได้รับการเลือกตั้งแบบออนไลน์

2. การให้บริการโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลที่ประชาชนและธุรกิจสามารถติดต่อสื่อสารแลกเปลี่ยนข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ICT มีศักยภาพในการลดต้นทุนการทำธุรกรรม โดยการทำให้องค์กรเกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลได้ง่ายขึ้นและราคาถูกลงโดยไม่คำนึงถึงเวลาและสถานที่

3. การเพิ่มประสิทธิภาพของธุรกิจที่มีอยู่ ไม่ว่าจะโดยการสร้างมูลค่าให้กับสินค้าและบริการ หรือการลดต้นทุนในการทำธุรกิจ ซึ่ง ICT ได้สร้างสินค้าดิจิตอลมากมาย เช่น e-book , เพลง ,ภาพยนตร์ ,โปรแกรม และยังมีการให้บริการแบบดิจิตอลด้วย เช่น e-Transaction, e-Payment ,e-Banking,e-Logistic และ CRM

4. การสร้างรูปแบบธุรกิจแบบใหม่ เช่น e-commerce , social media ,mobile application เป็นต้น นอกจากนี้ICT ยังสามารถสร้างบริษัทแบบดิจิตอลขึ้นมาซึ่งถือเป็นกระบวนการหลักของธุรกิจที่ทำผ่านเครือข่ายดิจิตอล ดังนั้นการสร้างสิ่งนี้ทำให้องค์กรและการจัดการทำได้ยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น

5. การสร้างมาตรฐานการศึกษาที่มีคุณภาพจะช่วยยกระดับทักษะแรงงานได้ ในอดีตที่ผ่านมักจะมีเครื่องมือการสอนที่ล้าสมัยและยากที่จะเข้าถึงนักเรียน ซึ่ง ICT สามารถที่จะนำความสะดวกของสื่อการสอนดิจิตอลและทักษะการเรียนรู้ผ่านการใช้ e-learning และความรู้พื้นฐานทางคอมพิวเตอร์ การศึกษาส่วนมากแสดงให้เห็นว่านักเรียนสามารถเข้าถึง ICT ที่บรรลุผลทางการศึกษาอย่างสูงกว่าการไม่เข้าถึง ICT ตัวอย่างเช่น การศึกษาโดยองค์กรเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา : Economic Cooperation and Development (OECD) พบว่า ตัวแปรระหว่างการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ที่บ้านและคะแนนการทดสอบที่สูง มีความสัมพันธ์กันอย่างมาก (Strong Correlation)

ในปี 2009 รายงานของ World Bank ระบุว่า ICT มีผลกระทบต่อการพัฒนาทางสังคมและเศรษฐกิจในหลายๆด้าน ตัวอย่างเช่น อินเตอร์เน็ต และเครือข่ายโทรศัพท์มือถือที่เพิ่มความสามารถของประเทศในการเข้าถึงพื้นที่ที่ห่างไกลต่างๆได้ รวมทั้งบุคคลที่มีรายได้และการศึกษาต่ำ ซึ่งเป็นการเพิ่มโอกาสในการได้รับความรู้ , แบ่งปันข้อมูล ,การทำธุรกรรมทางธุรกิจและการได้รับการบริการ นอกจากนี้ ICT ยังได้สร้างสินค้าและบริการ เช่น e-commerce และ e-government ที่ช่วยสร้างรูปแบบทางธุรกิจแบบใหม่ และการสร้างงานใหม่ ในปี 2001 Human Development Report ของ United Nations Development Program (UNDP) ชี้ให้เห็นว่านวัตกรรมทางเทคโนโลยีสามารถที่จะเพิ่มขีดความสามารถของมนุษย์ในด้านสุขภาพ , ความรู้,ความคิดสร้างสรรค์ และ การมีส่วนร่วมในสังคม ,เศรษฐกิจและสังคมทางการเมือง นอกจากนี้ยังเสนอว่า ICT สามารถมีผลกระทบต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจโดยการเพิ่มผลผลิต อีกนัยหนึ่ง หากเกิดความขาดแคลนของ ICT ที่อาจจะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะเพิ่มช่องว่างระหว่างประเทศที่พัฒนาและประเทศที่กำลังพัฒนา

โดยทั่วไป ICT มีผลกระทบต่อทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคมของชาติ ในแง่ของผลกระทบทางเศรษฐกิจ world bank พบว่าในประเทศที่มีรายได้ต่ำและปานกลางประมาณ 10% ที่เพิ่มอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง (Broadband) ที่สามารถจะเร่งการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจได้1.38% และจากการศึกษาในทำนองเดียวกัน McKinsey & Company คาดว่าทุกๆ 10% ของการใช้อินเตอร์เน็ตความเร็วสูงในครัวเรือนสามารถเพิ่ม GDP ของประเทศ จาก 0.1% เป็น 1.4% นอกจากนี้ Booz & Company พบว่า การเพิ่มขึ้น 10% ของเข้าถึงอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงในแต่ละปีมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเติบโตของผลผลิตทางแรงงาน 1.5% ตลอด 5 ปีถัดไป นอกจากนี้ การเติบโตของอินเตอร์เน็ตและ mobile application ที่ช่วยในการสร้างงานและก่อให้เกิดธุรกิจในรูปแบบใหม่ๆ เช่น e-business ,e-commerce , mobile applications และ social media สำหรับ ICT ยังส่งผลกระทบกับผู้ประกอบการเพราะICT จะให้โอกาสในการสร้างรูปแบบธุรกิจใหม่ๆ รวมทั้งยังสามารถลดต้นทุนในการทำธุรกิจอีกด้วย โดยสรุปว่าการเชื่อมต่อโดยตรงระหว่างICTกับการพัฒนาทางเศรษฐกิจ หลากหลายข้อมูลจาก World Bank และ UN สรุปได้ว่า ยิ่งประสบความสำเร็จทางเศรษฐกิจเท่าไหร่ก็จะมีเทคโนโลยีมากขึ้น และมีการเตรียมความพร้อมในการเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน

ในด้านของผลกระทบทางสังคม การศึกษาหลายๆชิ้นชี้ให้เห็นว่า ICT ช่วยก่อให้เกิดประโยชน์ทางสังคมโดยการเชื่อมต่อของผู้บริโภค ,ธุรกิจ , รัฐบาล เช่นเดียวกับสิ่งอำนวยความสะดวกทางสังคม โดย ICT มีความสามารถที่จะส่งข้อมูลไปยังแต่ละบุคคลและธุรกิจได้ ,สนับสนุนบริษัทที่มีธรรมาภิบาล และสร้่างสังคมที่ดี ยิ่งไปกว่านั้น ICT ยังให้โอกาสสำหรับระบอบประชาธิปไตย เพราะว่า ICT สามารถให้ข้อมูลทางสังคมได้มากมายที่มีการเข้าถึงในวงกว้างและจากหลากหลายแหล่งข้อมูลอ รวมถึง ICT ยังสามารถจัดหาได้จากหลากหลายช่องทางสำหรับประชาชนที่มีส่วนร่วมในกระบวนการทางการเมือง เช่นเดียวกับการได้รับข้อมูลสารสนเทศเกี่ยวกับประสิทธิภาพของรัฐบาลและนักการเมืองที่รับผิดชอบมากขึ้น ในท้ายที่สุด ICT จะสนับสนุนการสร้างชุมชนในสังคมและความสัมพันธ์ทางสังคมระหว่างบุคคล ตัวอย่างเช่น ทาง social media คือ facebook, twitter , linkedIn ทำให้ประชาชนสามารถสื่อสารในลักษณะของตนเองโดยไม่ต้องคำนึงถึงเวลาและสถานที่ ในปี 2004 การศึกษาของPew พบว่า ผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ตโดยมากมีโอกาสรับความช่วยเหลือของขอบเขตปัญหาที่สำคัญ (เช่น เงื่อนไขทางการแพทย์,การตัดสินใจทางการเงิน,แสวงหางานใหม่) โดยเป็น 85% ของ ผู้ใช้งานที่ได้รับการช่วยเหลือ เปรียบเทียบกับ 72% ของผู้ที่ไม่ใช้งานอินเตอร์เน็ต

สถานะปัจจุบันของอุตสาหกรรม ICT ประเทศไทย

ธุรกิจเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) แบ่งเป็น 4 ส่วนหลัก : Computer Hardware, Computer Software, Computer Service และ Communication (แบบมีสายและไร้สาย) ซึ่ง ICT ถูกขับเคลื่อนโดยการใช้เทคโนโลยีที่เพิ่มขึ้นในทุกด้านของสังคม อุตสาหกรรมในประเทศไทยเติบโตอย่างรวดเร็วเช่นเดียวกับในประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก โดยที่มีการขยายตัวของสินค้าที่หลากหลาย ราคาที่ต่ำกว่าและการเข้าถึงที่กว้างขึ้นเพื่อให้ได้ความรู้เกี่ยวกับวิธีการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีต่างๆที่เพิ่มความต้องการในรัฐ เอกชนและภาคประชาสังคม ดังนั้น ปี 2010 ตลาดICTในไทย คิดเป็น 11% ของ GDP ขึ้นเป็นอันดับ1ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเป็นที่คาดว่าอัตราการเจริญเติบโตจะเป็น 12% ในช่วงปี 2010 -2014 [6] ซึ่งมูลค่าการใช้จ่ายรวมในประเทศได้ใช้กับผลิตภัณฑ์และบริการICT ในปี 2010 ประมาณ 5.4 พันล้านเหรียญสหรัฐ โดยที่คาดว่าใน 2014 จะมีมูลค่าถึง 8.7 พันล้านเหรียญสหรัฐ

การใช้งานที่เพิ่มขึ้นของอินเทอร์เน็ตและ software application ได้ถูกผลักดันอย่างต่อเนื่องเพื่อเพิ่มมูลค่าในตลาดอุตสาหกรรม (ภาคผนวก 2) มูลค่าตลาดรวมของ ICT เพิ่มขึ้นทุกปีจากปี 2009-2011 โดยในปี 2011มีมูลค่าถึง 22,621 ล้าน กับการเติบโต 11.7%
โดยส่วนที่มีมูลค่าตลาดที่ใหญ่ที่สุดคือส่วนของการสื่อสารซึ่งคิดเป็น 61.7% หรือ $ 13,945 ล้าน ของมูลค่าตลาดโดยรวม
hardware 14.8% หรือ $3,350 ล้าน ของมูลค่าตลาดโดยรวม
Software 12.4% หรือ $2807 ล้าน ของมูลค่าตลาดโดยรวม
Service 11.1% หรือ $2519 ล้าน ของมูลค่าตลาดโดยรวม

Major Export and Import Items

Major Export Items Major Import Items
Computer and parts 8.5% Crude oil 12.5%
Vesicles and parts 9.6% Electrical machinery & parts 8.9%
Electrical appliance 7.1% Industrial machinery & parts 7.5%
Base metal products 4.1% Iron and steel 6.1%
Plastic products 4.1% Integrated circuits 3.6% **
Petroleum products **4.5% Computer parts 2.2 %

อย่างไรก็ตามแม้ว่ามูลค่าตลาดโดยรวมจะเพิ่มมากขึ้นแต่ก็ไม่เพิ่มในทุกส่วนของอุตสาหกรรม(ภาคผนวก 3) การสื่อสารที่ไม่ได้เพิ่มขึ้นทุกปีจนกระทั่งมาในช่วงเวลานี้ นอกจากนี้ยังเป็นส่วนที่เล็กที่สุดคือ บริการคอมพิวเตอร์มีการเติบโตอย่างดีถึง 25% ตั้งแต่ปี 2009 มูลค่าตลาดของคอมพิวเตอร์ hardware และ software เพิ่มขึ้นมากพอสมควร

994294_675914309091610_1693896481_n.jpg

1013902_675914315758276_2047929601_n.jpg

จํานวนผู้ใช้ สาธารณะของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

กล่าวถึงมูลค่าตลาดและอัตราการเจริญเติบโตของกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆใช้ ICT ตัวอย่างเช่น ในขณะที่ทุกๆธุรกิจการค้าและบริการสามารถเพิ่มประสิทธิภาพโดยการลดต้นทุนการผลิตและการสร้างตลาดใหม่สําหรับธุรกิจสินค้าและบริการ ในด้านของธุรกิจโรงพยาบาลในประเทศไทยเป็นหนึ่งที่ที่มีสัดส่วนของพนักงานที่ใช้คอมพิวเตอร์100%และอินเทอร์เน็ต 90% สูงที่สุด (ภาคผนวกที่ 4) รองลงมา ได้แก่ ธุรกิจการผลิต,การท่องเที่ยว ,การก่อสร้างและการค้าธุรกิจและบริการตามลําดับ อย่างไรก็ตามธุรกิจ SMEs ได้นํา ICT มาใช้ แม้ว่าข้อเท็จจริงที่ว่ามี ICT ให้ผลบวกต่อการปฏิบัติงานของบริษัทในแง่ของการเพิ่มผลผลิต,กําไร,มูลค่าของตลาด และส่วนแบ่งทางการตลาด นอกจากนี้ขนาดของสถานประกอบการมีผลต่อการใช้ ICT (ภาคผนวก 5) สถานประกอบการที่มีคนน้อยกว่า 16 คนที่ใช้ ICT ในระดับการใช้งาน ดังนี้ การใช้คอมพิวเตอร์ 21.9%; การใช้งานอินเทอร์เน็ต 14.2% และเว็บไซต์ 6.2% ในทางตรงกันข้ามโดยสถานประกอบการที่มี 16 คนหรือมากกว่า 16 คนขึ้นไปจะมี ในสัดส่วนการใช้ ICT ที่สูงกว่า เช่น สถานประกอบการใช้คอมพิวเตอร์ 81.1%

1012633_675923189090722_2106053456_n.jpg

ในด้านสถาบันการศึกษา ในระดับประถมศึกษา 99.7% มีเครื่องคอมพิวเตอร์ใช้ ในขณะที่ระดับอื่น ๆ ของการศึกษามีเครื่องคอมพิวเตอร์ใช้ในสถาบันการศึกษาทุกแห่ง นอกจากนี้ในบางสถาบันยังสามารถใช้ อินเตอร์เน็ตได้ ตัวอย่างเช่น เห็นได้ในภาคผนวก 6 การใช้อินเทอร์เน็ต ของระดับประถมศึกษา 97.2% วิชาชีพและอาชีวะ 99.0% และการศึกษาขั้นสูงขึ้น 100.0%
ในระดับของบุคคลและภาคครัวเรือน (ภาคผนวก 7 ) ความนิยมโทรศัพท์มือถือมีเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากปี 2004 เป็น 28.2% จนกระทั่ง ในปี 2009 มีถึง 56.8% อย่างไรก็ตามสัดส่วนของประชากรที่ใช้คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย โดยในช่วงระยะเวลา ปี 2004-2009 การใช้คอมพิวเตอร์ จาก 21.4% เพิ่มขึ้นเป็น 29.3% และการใช้อินเทอร์เน็ต จาก 11.9% เพิ่มขึ้นเป็น 20.1% นอกจากนี้ยังมีการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตของครัวเรือนเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมากจาก ในปี 2004 มีเพียง 5.7% จนกระทั่ง ในปี 2009 เป็น 9.5% และเข้าถึงอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงเพิ่มขึ้นจาก ในปี 2006 เป็น 52.8% ถึง 55.1% ในขณะที่โทรศัพท์พื้นฐานลดลงในปี 2004 เป็น 23.4% แต่ในปี 2009 ลดลงเหลือ 21.4%

สัดส่วนของนักเรียนต่อจำนวนคอมพิวเตอร์ในประเทศไทย ในระดับาประถมศึกษา 14 คนต่อคอมพิวเตอร์ 1 เครื่อง ,ระดับอาชีวศึกษา 8 คนต่อคอมพิวเตอร์ 1 เครื่อง ,ระดับการศึกษาขั้นสูง 11 คนต่อคอมพิวเตอร์ 1 เครื่อง ,ระดับการศึกษานอกระบบ 109 คนต่อคอมพิวเตอร์ 1 เครื่อง (ดูภาคผนวกที่ 6) สัดส่วนของอาจารย์ต่อจำนวนคอมพิวเตอร์ ในระดับการศึกษาที่สูงอาจารย์ 3 คนต่อคอมพิวเตอร์ 1 เครื่อง ,ระดับอาชีวศึกษาอาจารย์5คนต่อคอมพิวเตอร์ 1 เครื่อง,ระดับประถมศึกษาอาจารย์ 10 คนต่อคอมพิวเตอร์ 1 เครื่อง, ระดับการศึกษานอกระบบอาจารย์12คนต่อคอมพิวเตอร์ 1 เครื่อง

1010262_675923192424055_759824778_n.jpg

นโยบายการสนับสนุนของรัฐบาลและผู้ดำเนินการที่สําคัญขององค์กร

942335_675923252424049_557400780_n.jpg

การเติบโตและตลาดของธุรกิจ ICT ได้รับการสนับสนุนจากนโยบายของรัฐบาลไทยซึ่งได้รับการยอมรับถึงบทบาทที่สําคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศในการเสริมสร้างศักยภาพในการแข่งขันของประเทศและในการเสริมสร้างคุณภาพชีวิตของพลเมืองของตน โดยทำการสนับสนุนอย่างเต็มที่และส่งเสริมการใช้ ICT เพื่อเป็นจุดแข็งของธุรกิจ

แม้ว่าอุตสาหกรรมหลักของประเทศไทย คือ อิเล็คทรอนิคส์ การผลิตรถยนต์และอุตสาหกรรมธุรกิจการเกษตร (ประเทศจะเป็นผู้ส่งออกข้าวใหญ่ที่สุดในเอเชีย) ICT เริ่มเข้ามาในประเทศไทยตั้งแต่ในช่วงต้นทศวรรษ 1980 โดยผู้เชี่ยวชาญในเรื่องของคอมพิวเตอร์และ IT จากการมีส่วนร่วมกับทหารสหรัฐในช่วงยุคสงครามเวียดนามของพวกเขาหรือได้รับความรู้ในระหว่างการศึกษาที่มหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกา หลังจากนั้นรัฐบาลไทยให้ความสําคัญกับ ICT ในการเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศและเสริมสร้างคุณภาพชีวิตของพลเมืองของตนโดยรัฐทําการสร้างและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านITทั่วประเทศ (ภาคผนวก 8)

รัฐบาลเชื่อว่าในอนาคต ICT จะมีบทบาทสําคัญมากขึ้นในการยกระดับผลิตภาพทางเศรษฐกิจของประเทศให้ดีขึ้นและในการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยให้เป็นสังคมแห่งความรู้ [8] ดังนั้นในปี 2010 รัฐบาลได้กำหนดกรอบและนโยบายเพื่อสนับสนุนการพัฒนาและทําให้ประเทศได้ก้าวไปข้างหน้า การพัฒนา ICT ในประเทศไทยได้รับแนวทางมาจากกรอบนโยบายปี 2010 ซึ่งขึ้นอยู่กับหลักการ 3 อย่าง คือ การสร้างทุนมนุษย์, การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของข้อมูล และส่งเสริมการกํากับดูแลที่ดีในอุตสาหกรรม ICT

หลายองค์กรที่มีบทบาทสําคัญและความรับผิดชอบในการพัฒนา ICT ได้แก่
กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (MICT) ,
สํานักงานส่งเสริม อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (SIPA),
กระจายเสียงแห่งชาติและคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม(NBTC)
และศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ(NECTEC)

โดยกระทรวงเทคโนโลยีฯ ซึ่งเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา ICT มีความรับผิดชอบในการพัฒนาแผนแม่บทเทคโนโลยีสารสนเทศฉบับที่สองปี (2009 - 2013) ที่จัดทํากรอบนโยบายสําหรับทศวรรษที่ 2020 และการประสานงานการพัฒนา ICT ทั้งหมดเป็นไปตามแผนแม่บทเทคโนโลยีสารสนเทศ และกรอบของงานไอทีในปี 2010 [10]

บทบาทของ SIPA ได้ทำการพัฒนาอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์โดยการส่งเสริมและพัฒนาซอฟแวร์และดิจิตอลอื่นๆ และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์, ส่งเสริมการลงทุนและโอกาสทางการตลาด, สนับสนุนการวิจัยและการฝึกอบรมรวมทั้งสนับสนุนการพัฒนาเครื่องมือและมาตรการในการคุ้มครองสิทธิทรัพย์สินทางปัญญาของซอฟแวร์
บทบาทของ NBTC เป็นส่วนของการควบคุมการสื่อสาร ที่มีความรับผิดชอบร่วมกันที่จะดําเนินการสนับสนุนและส่งเสริมการพัฒนาของเทคโนโลยีการสื่อสารผ่านการวิจัยและพัฒนา

บทบาทของ NECTEC คือ รับผิดชอบร่วมกันกับกระทรวง MICT สําหรับการพัฒนาแผนแม่บทเทคโนโลยีสารสนเทศฉบับที่สอง โดยหน่วยงานทั้งหมดมีหน้าที่ดูแลให้กระบวนการการทำแผนแม่บท ICT เป็นไปอย่างต่อเนื่อง

การวิจัยและสถาบันการศึกษาที่รัฐบาลมีบทบาทสําคัญในการสนับสนุน วงจรทั้งหมดของอุตสาหกรรมี ICT โดยการตั้งนโยบาย สร้างนวัตกรรมและการพัฒนาทักษะของมนุษย์ให้ตรงกับการเติบโตของตลาด ICT กลยุทธ์ในการที่จะเป็นสังคมแห่งภูมิปัญญาและนวัตกรรมที่กําหนดไว้ในกรอบนโยบายเทคโนโลยีสารสนเทศปี 2010 และแผนแม่บทเทคโนโลยีสารสนเทศฉบับแรก (2002 - 2006) ซึ่งกลยุทธ์ที่ได้พัฒนาขึ้นนั้นสามารถแบ่งได้เป็น 5 องค์ประกอบโดยเฉพาะคือ e–Industry , e-Commerce ,e-Government ,e-Education และ e-Society โดยแผนแม่บทเทคโนโลยีสารสนเทศฉบับที่2 (2009-2013) แสดงให้เห็นถึงการผลักดันอย่างต่อเนื่องของนโยบายที่กําหนดไว้ในกรอบนโยบายเทคโนโลยีสารสนเทศปี 2010 โดยกรอบนโยบายคงเร่งผลักดันให้ปฎิบัติบรรลุในเป้าหมายได้เร็วที่สุด รวมทั้งแก้ไขข้อบกพร่องที่เกิดจากแผนแม่บทฉบับแรกที่ประสบความสำเร็จน้อยกว่าตามที่ได้คาดหวังไว้ กลยุทธ์ต่างๆและจุดอ่อนที่พวกเขาได้วางแผนที่จะเอาชนะอธิบายในส่วนของภาคผนวก 9

ความจำเป็นและประโยชน์ของกลยุทธ์ Cluster

Prof. Michael Porter จาก Harvard ได้นิยามคำว่า “Cluster” คือ กลุ่มในพื้นที่ใกล้เคียงกันของบริษัทที่เชื่อมโยงกันและสถาบันที่เกี่ยวข้องในสาขาเฉพาะ โดยให้ความร่วมมือและส่งเสริมซึ่งกันและกัน Cluster เป็นสิ่งสำคัญที่จะใช้ในการแข่งขัน นั่นคือ Porter มั่นใจว่าการแข่งขันสมัยใหม่จะขึ้นอยู่กับขีดความสามารถในการผลิต ไม่ใช่การนำเข้าหรือขนาดขององค์กร และความสามารถในการผลิตของบริษัทขึ้นอยู่กับว่าจะแข่งขันกับคู่แข่งในพื้นที่อย่างไรซึ่งมีผลกระทบอย่างมากต่อคุณภาพของสิ่งแวดล้อมทางธุรกิจ บริษัทจะไม่สามารถแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพหากขาดโครงสร้างพื้นฐานที่มีคุณภาพและ Supplier ที่ดี พวกเขาไม่สามารถแข่งขันโดยไม่มีพนักงานที่มีการศึกษาและแรงงานที่มีความชำนาญสูง นอกจากนี้บริษัทจะไม่มีแรงผลักดันที่จะสร้างนวัตกรรมใหม่ๆถ้าสภาพแวดล้อมไม่มีการแข่งขันที่รุนแรง ดังนั้นบริษัทจึงไม่สามารถดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพภายใต้ความขัดแย้งทางการเมืองและความไม่แน่นอนของกฎหมาย

ในมุมมองของ Porter, Cluster มีผลกระทบต่อการแข่งขันใน 3 ด้านพื้นฐาน คือ
1. Cluster ทำให้ความสามารถในการผลิตในพื้นที่เพิ่มขึ้น
2. Cluster กำหนดทิศทางและความก้าวหน้าของนวัตกรรม
3. Cluster กระตุ้นให้ให้เกิดการพัฒนาของธุรกิจใหม่และความร่วมมือระหว่างองค์กร

จากทั้งหมดนี้บริษัทสามารถเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตโดยการค้นหาบริการและพนักงานที่มีความชำนาญ; สนับสนุนนวัตกรรมที่มีอยู่ ตลอดจนเข้าถึงนวัตกรรมและฝึกฝนให้ดีที่สุดระหว่างองค์กร; การประสานงานและทำธุรกรรมต่างๆระหว่างองค์กรจะง่ายและมีประสิทธิภาพมากขึ้นโดยการใช้ cluster ในการเข้าถึงข้อมูลทางเทคโนโลยี และสถาบันที่ต้องการ; การพัฒนาธุรกิจใหม่สำเร็จลุล่วง (เนื่องจากเราสามารถเข้าถึง skill, supplier และโครงสร้างพื้นฐาน); วัดผลและกระตุ้นการปรับปรุงองค์กร

ตัวอย่างของ cluster คือ California wine cluster ซึ่งประกอบไปด้วย 680 โรงกลั่นและหลายพันครัวเรือนที่ผลิตองุ่นสำหรับไวน์ นอกจากนี้ยังมีอุตสาหกรรมที่ส่งเสริมผู้ผลิตไวน์และผู้ปลูกองุ่น เช่น Supplier จัดเก็บองุ่น ทำชลประทาน จำหน่ายเครื่องมือเก็บเกี่ยว และบริษัทโฆษณาต่างๆ สถาบันที่ทำการค้นคว้าเป็นหลักคือ University of California ที่ Davis ซึ่งการทำ Cluster จะก่อให้เกิดการร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดกับ California cluster อื่นๆ ในทางการเกษตร อาหารและภัตตาคาร และการท่องเที่ยว

หนึ่งใน ICT Cluster ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคือ Silicon Valley (อยู่ตอนใต้ของอ่าว San Francisco ในรัฐ California ตอนเหนือ) IT cluster ของ Silicon Valley ประกอบไปด้วย software, hardware, network, Internet และบริการระดับโลก มีสถาบันการวิจัยและการศึกษาหลายสถาบัน เช่น Bell Labs, Standford University และ University of California ที่ Berkeley นอกจากนี้ยังมีเงินทุนสนับสนุนที่มั่นคงสำหรับทุกคนที่มีแผนธุรกิจที่หวังจะเริ่มธุรกิจในพื้นที่นั้น การทำ IT Cluster ของ Silicon Valley นั้นทำให้มีแรงงานที่ high-tech ที่สุดในโลก ความสนใจของบริษัท สถาบันต่างๆ และช่างเทคนิคที่จะมาทำงานหรือจัดตั้งบริษัทคือการหาผู้ร่วมงานที่มีความชำนาญสูงนั้นเป็นไปได้ง่าย

ICT Cluster ในประเทศไทย

เพื่อให้เกิดการร่วมมือกันอย่างสูงสุด รัฐบาลไทยยังคงเลือกที่จะพัฒนาระบบ ICT ผ่านทาง "Cluster approach" ณ ที่นี้คือการส่งเสริมความร่วมมือภายใต้ภาคของอุตสาหกรรมที่แตกต่างกัน (เช่น อุตสาหกรรมการผลิต การค้า บริการ ทรัพยากรมนุษย์และการศึกษา) ตามการวิจัยเพื่อนำไปสู่อุตสาหกรรมที่มีมูลค่าสูง เช่น การผลิตฮาร์ดดิสก์ไดร์ฟและผลิตภัณฑ์อื่นๆ [17] ICT Cluster ประเทศไทยนั้นประกอบด้วยกลุ่มธุรกิจ เช่น ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ บริการและบริษัทการสื่อสารส่วนมากจัดตั้งอยู่ในกรุงเทพฯและภาคกลางของประเทศไทย ธุรกิจเหล่านี้มีความสัมพันธ์ที่แข็งแรงเนื่องจากได้สนับสนุนอุตสาหกรรมในส่วนของชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ การติดตั้งระบบ ให้บริการเนื้อหา เป็นผู้จำหน่าย และเป็นเจ้าของแบรนด์ อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องประกอบขึ้นด้วย องค์กรการผลิต การดูแลสุขภาพ ธนาคาร ผู้บริโภคและผู้ให้บริการพลังงาน สถาบันการศึกษาประกอบไปด้วยมหาวิทยาลัยแห่งชาติ, ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC), สถาบันวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมโทรคมนาคม (TRIDI) ,สํานักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (SIPA) ,สมาคมที่สนับสนุนกิจการประกอบด้วยสมาคมโทรคมนาคม, สมาคม e–Commerce , สถาบันวิศวกรรมไฟฟ้าและวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์นานาชาติ (IEEE), สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ(ITU) และการสื่อสารโทรคมนาคมของผู้บริโภคการป้องกันสถาบัน (TCI) สุดท้ายกฎระเบียบและนโยบายขององค์กรได้รวมกระทรวงการคลัง สถาบันกระจายเสียงแห่งชาติและสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการโทรคมนาคม (NBTC) และกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (MICT) สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมและหน่วยงานด้านกฎหมายต่างๆ

แม้จะมีการเตรียมการโครงสร้างเหล่านี้และมีความคาดหวังสูงแต่ ICT Cluster ไทยไม่ได้ทำให้ได้ผลลัพธ์ที่คาดหวัง โดยมีเหตุผลดังต่อไปนี้ ลำดับที่ 1 รัฐบาลไม่ได้มีทิศทางที่ชัดเจนสำหรับนโยบายการทำ Cluster นอกจากนี้ยังไม่มีสถาบันการศึกษาอื่นใดที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลาง ผลักดันนโยบายหรือกลุ่มบริหาร ลำดับที่ 2 ผลที่ตามมาส่วนใหญ่ของปัญหาในครั้งแรกคือการทำ Cluster แบบผิวเผิน เป็นการรวมตัวในกลุ่มที่มีการทำงานร่วมกันไม่มากของสมาชิก ในความเป็นจริงสิ่งนี้มีความขัดแย้งมากขึ้นกว่าการแข่งขันกันภายในองค์กร ลำดับที่ 3 การต่อสู้ทางกฎหมายเป็นครั้งคราวระหว่างสถาบันในกลุ่มและมีหน่วยงานของรัฐพร้อมกับความไม่แน่นอนของระบบการเมือง ทางกฎหมายและการทุจริตของรัฐบาล ยังเป็นอุปสรรคเพื่อการพัฒนาไปสู่ความสำเร็จ ลำดับที่ 4 การแทรกแซงของรัฐบาลที่มีต่อการแข่งขัน เช่น ผ่านการให้สัมปทานผูกขาดส่วนใหญ่ในการสื่อสารในภาคขัดขวางต่อการทำงานปกติ

ในด้านดีกับการค้าขายในประเทศ คือการที่ Cluster ได้ประสบความสำเร็จในการดึงนักลงทุนชาวต่างชาติ (โดยเฉพาะในส่วนของอุตสาหกรรมฮาร์ดแวร์และระบบสื่อสาร) อย่างไรก็ตามการพึ่งพาแรงงานราคาถูกและไร้ฝีมืออย่างมากทำให้มาตรฐานราคาตรงข้ามกับมาตรฐานคุณภาพของการแข่งขันในสินค้าและบริการ แต่สิ่งนี้ถูกมองข้ามไปเนื่องจากผู้บริโภคส่วนใหญ่มีรายได้ต่ำและมีข้อมูลเพียงเล็กน้อยมีการเลือกซื้อสินค้าและบริการ นอกจากนี้บรรดาผลิตภัณฑ์และบริการของกลุ่มที่ไม่ได้รับ Licensed จากต่างประเทศมีแนวโน้มที่จะถูกลอกเลียนแบบและจัดทำขึ้นอย่างผิดกฎหมายเนื่องจากความหละหลวมในการการบังคับใช้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา

ดังนั้นจึงไม่สามารถกล่าวได้ว่าการที่ไทยมี ICT Cluster ทำให้ได้ผลลัพธ์ที่คาดการณ์ไว้ แท้จริงแล้ววิธีใดที่จะใช้ผลักดันกลุ่ม Cluster ให้เป็นหนึ่งในผู้ที่กล้าเผชิญหน้ากับนโยบายใหม่ที่ได้เริ่มต้นในที่จะเปลี่ยนแปลงรากฐานของเศรษฐกิจไทย
โครงสร้างและสถานะของกลุ่มเฉพาะของ ICT

อุตสาหกรรมไอซีที (ICT) ในประเทศไทย แบ่งออกเป็น 4 ประเภท โดยไม่ได้แบ่งตามลักษณะของอุตสาหกรรมไอซีที (ICT) แต่แบ่งตามความสำคัญตามโครงสร้างตลาดและการแข่งขัน ได้แก่

1.The Hardware Segment of the Industry

ตลาดฮาร์ดแวร์ไทยของ ICT ประกอบด้วย 3 ประเภท คือ คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ต่อพ่วงกับคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล (ดู Appendix 10)

1044406_675923265757381_465669458_n.jpg

Source: National Electronics and Computer Technology Centre (NECTEC), Thailand ICT Market 2010& Outlook 2011 Press Conference, Hardware” 11 March 2011

ดังแสดงในแผนภาพจะเห็นว่าคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (PC) และ อุปกรณ์ต่อที่พ่วงกับคอมพิวเตอร์ (Peripherals) ถูกแบ่งออกเป็น 5 ประเภท คือ
กลุ่มเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (PC) ประกอบด้วย Desktops และ Laptops (Notebooks และ Netbooks)
กลุ่มจอแสดงผล (Monitor) แบ่งตามชนิดของจอแสดงผล เช่น LCD Monitor และ LED Monitor
กลุ่มตลาดเครื่องพิมพ์ (Printer) มีความหลากหลาย เช่น เครื่องพิมพ์ Dot-matrix เครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ท และเครื่องพิมพ์เลเซอร์
กลุ่มอุปกรณ์ต่อพ่วงและชิ้นส่วนของอุปกรณ์ เช่น Computer peripherals, Personal data assistants, organizers, เครื่องคิดเลข, เครื่องพิมพ์, จอภาพ, โปรเจคเตอร์, เพาเวอร์ซัพพลาย (UPS) และระบบนำทางผ่านดาวเทียม
กลุ่มอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล ประกอบด้วย Memory Sticks แผ่น CD ฮาร์ดดิสก์และอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลอื่นๆ

สิ่งที่น่าสนใจในอุตสาหกรรมฮาร์ตแวร์ คือ มีแรงงานราคาถูกและการได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(BOI) [18] การลงทุนส่วนใหญ่ของผู้ผลิตของเครื่องคอมพิวเตอร์และชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์เป็นของบริษัทต่างประเทศโดยข้อตกลงที่ระบุตามเงื่อนไขของ BOI คือ 80% ของการผลิตจะถูกส่งออกไปยังต่างประเทศทำให้บริษัทในประเทศไทยกลายเป็นฐานการผลิตชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์สำเร็จรูปและชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ของอุตสาหกรรม ICT ที่ใหญ่ที่สุด ยกตัวอย่างเช่น การผลิตฮาร์ดดิสก์ไดร์ฟ (HDD) และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งบริษัทผู้ผลิตหลัก คือ Seagate IBM และ Fujitsu และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง คิดเป็น 68% ของมูลค่าการผลิตคอมพิวเตอร์และชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ ซึ่งตลาดหลักที่ส่งออก คือ สหรัฐอเมริกา สิงคโปร์ และสหภาพยุโรป

ในส่วนของตลาดภายในประเทศของคอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์ในปี 2009 มีมูลค่ารวม 80,869 ล้านบาท ซึ่งมีอัตราการเติบโต 2.5% เทียบจากปีที่ผ่านมา และในปี 2010 ตลาดฮาร์ดแวร์มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 13.3% คิดเป็นมูลค่า 91,596 ล้านบาท ส่วนใหญ่ของยอดขายฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอร์ (คิดเป็น 64% ของยอดขายทั้งหมด (น้อยกว่า 51,800,000 บาท)) มาจากการขายเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (PC) รวมถึง Desktops Notebooks และ Netbooks
ปัจจัยหลักที่มีส่วนช่วยในการเติบโตของอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์ คือ
การใช้ ICT ของผู้บริโภคชีวิตประจำวันที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งการใช้ Internet, E-mail และ Social Networks

7202_675942975755410_1138891149_n.jpg

• การให้บริการอินเตอร์เน็ตมีราคาถูกลงและสะดวกต่อการใช้มากยิ่งขึ้น
• ยอดการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ (PC) เพิ่มขึ้น ซึ่งอัตราการซื้อจาก 20.4 เครื่องต่อ 100 ครอบครัวในปี 2007 ได้เพิ่มขึ้นเป็น 24.8 เครื่องต่อ 100 ครอบครัวในปี 2008
• การเกิดการแข่งขันด้านราคาในกลุ่มผู้แทนจำหน่ายฮาร์ดแวร์ ร้านค้าและผู้ผลิตที่ก่อให้เกิดการแข่งขันที่รุนแรงและลดราคาลงอย่างต่อเนื่อง
• การพัฒนาเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับการดำเนินชีวิตของผู้บริโภค (Lifestyle) เช่น รักษาสิ่งแวดล้อม ประหยัดพลังงาน ผลิตคอมพิวเตอร์แบบพกพา ฯลฯ
• การที่รัฐบาลซื้อของฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอร์สำหรับใช้ในภาคการศึกษาและสำนักงานของรัฐบาลท้องถิ่น
ด้านปัจจัยบวกและเงื่อนไขในตลาดฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอร์ของอุตสาหกรรม ICT ในประเทศไทยนี้ มีแนวโน้มการเติบโตเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งดังที่แสดงใน Appendix12

1017088_675942979088743_254396184_n.jpg

ยอดขายเครื่องคอมพิวเตอร์อินเตอร์แบรนด์ (Inter Brand) Notebooks และ Netbooks ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งการขายนั้น Notebooks มียอดขายเพิ่มขึ้น 27.1% ในระหว่างปี 2009 - 2010 ตรงกันข้ามกับเครื่องคอมพิวเตอร์แบบ Local PC และ do - it - Yourself (DIYs) ที่มียอดขายที่ลดลงในช่วงเวลาเดียวกัน นอกจากนี้ยอดขายของจอภาพ LCD และ LED และอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลยังมียอดขายที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตามยอดขายของเครื่องพิมพ์ (Printer) ที่เพิ่มขึ้นเพียง 0.9% ผู้ผลิตได้มีการปรับเปลี่ยนฟังก์ชันการใช้งานเป็นเครื่องพิมพ์แบบ all - in - one (รวมระบบการทำงานของสแกนเนอร์เครื่องพิมพ์ เครื่องถ่ายเอกสาร ในเครื่องเดียว) ซึ่งคาดว่าในปี 2012 ยอดขายของเครื่องคอมพิวเตอร์ (PC) Notebooks และ Net books จะมีแนวโน้มลดลง ซึ่งมากจากการเติบโตของระบบ All - In - One ของส่วนอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ เช่น Tablet PCs Smart Phone และ อุปกรณ์โทรศัพท์มือถืออื่นๆ

เชื่อว่าแนวโน้มของราคาเครื่องคอมพิวเตอร์(PC) จะปรับตัวลดลง และส่วนแบ่งการตลาดของเครื่องคอมพิวเตอร์(PC)จะลดลง จะถูกกระตุ้นด้วยนโยบายสนับสนุนด้าน ICT ของรัฐบาล (เช่น นโยบายล่าสุดที่จะให้เครื่องคอมพิวเตอร์สำหรับเด็กในโรงเรียนทั่วประเทศ) ทำให้ตลาดคอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์ยังเติบโตไป นอกจากนี้การผลักดันการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3G และ WiMAX broadband Service และการแข่งขันทำโปรโมชั่น จะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้การเติบโตของเทคโนโลยีในประเทศไม่มีความแน่นอน

แต่อุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์ในประเทศไทยนั้นไม่อาจจะวางใจได้ ซึ่งที่ผ่านมานั้นประเทศไทยมีศักยภาพในการแข่งขัน มีการเติบโตและการพัฒนาด้านตลาดคอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์ ทำให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตและการลงทุนของบริษัทการผลิตชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ทั่วโลก แต่สิ่งที่นักลงทุนทั่วโลกสนใจมากที่สุดคือแรงงานที่ราคาถูก ในขณะที่เศรษฐกิจไทยกำลังพัฒนาทำให้ช่องว่างของแรงงานราคาถูกมีมากขึ้น เมื่อเทียบกับประเทศที่ใกล้เคียง (เช่นเวียดนาม) ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่า บริษัทลงทุนต่างประเทศนี้อาจตัดสินใจที่จะถอนกำลังการผลิตในประเทศไทยไปยังประเทศอื่น ๆ ในอาเซียนได้ ซึ่งการแข่งขันในตลาดคอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์ขึ้นอยู่กับราคามากกว่านวัตกรรม ถึงแม้ว่ารัฐบาลจะมีการลงทุนในการส่งเสริมด้านการศึกษาและการวิจัย (R&D) แล้วก็ตาม แต่บริษัทของคนไทยเองก็ยังไม่มีการสร้างและพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ เลย ซึ่งความเป็นจริงก็คือบริษัทใหญ่ยังคงนำเข้าผลิตภัณฑ์ของฮาร์ดแวร์จากต่างประเทศมากกว่า

ในความเป็นจริงแม้ว่าราคาขายของฮาร์ดแวร์จะลดลงจากเดิม แต่สำหรับคนส่วนใหญ่ยังคงมองว่าราคานั้นสูงอยู่ โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทที่ยังไม่เห็นถึงประโยชน์และความสำคัญของการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับ ICT ดังนั้นการเติบโตและการพัฒนาของอุตสาหกรรม ICT อาจจะมีความท้าทายมากขึ้น

1005874_675943009088740_544026684_n.jpg

1010178_675943019088739_56169052_n.jpg

996724_675943029088738_866814729_n.jpg

2. The Software Segment of the Industry

ถึงแม้ว่าจะมีบริษัทซอฟต์แวร์ที่ได้มีการก่อตั้งในประเทศไทยแล้วเป็นระยะเวลา 35 ปี (ประมาณ1,300 แห่ง ) ซึ่งจำนวนบริษัทที่มีอยู่ยังคงไม่เพียงพอต่อปริมาณความต้องการซอฟต์แวร์ภายในประเทศ ความขาดแคลนซอฟต์แวร์ที่เกิดขึ้นทำให้บริษัทซอฟต์แวร์ต่างชาติได้เข้ามาผลิตในประเทศไทยมากขึ้นทำให้ตลาดในประเทศไทยไม่ประสบความสำเร็จเนื่องจากบริษัทต่างชาติไม่ได้ให้ความร่วมกับอุตสาหกรรมเท่าที่ควร เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เป็นผลให้เกิดความจำเป็นที่จะต้องมีการร่วมมือกันในบริษัทซอฟต์แวร์ที่เกิดขึ้นในประเทศเพื่อที่จะเพื่มความสามารถ ทักษะ และเทคโนโลยีที่จำเป็นแก่บริษัทของไทย ด้วยเหตุนี้ Software Park Thailand จึงเกิดขึ้นโดยรัฐบาลในปี 1997 และ การก่อตั้งสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (SIPA)ในปี 2002 โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะส่งเสริมการเรียนรู้ในการจัดการเพื่อที่จะสนับสนุน ผู้ประกอบการซอฟต์แวร์ไทยให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ โดยมีการแบ่งตลาดซอฟต์แวร์ไทยได้ออกเป็น 4 ตลาดด้วยกันคือ
• Enterprise Software
• Mobile Application Software
• Embedded System Software
• Multimedia Software and other Customized Software
มากกว่า 95 % ของ 1,300 บริษัทพัฒนาซอฟต์แวร์ในประเทศไทยได้ถูกแบ่งเป็น ผู้ประกอบการบริษัทขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ซึ่งมีทุนจดทะเบียนน้อยกว่า 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในอุตสาหกรรมได้มีการจ้างงานพนักงานมืออาชีพมากกว่า 50,000 คน จากต่างประเทศ 70% ของยอดขายทั้งอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ได้มาจากการนำเข้าในขณะที่มูลค่าการส่งออกอยู่ที่ 139 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2010 จากบริษัทพัฒนาซอฟต์แวร์รายใหญ่สองรายคือ บริษัท Reuters Software (Thailand) Co., Ltd. และ DST International (Bangkok) Co.,Ltd. ซึ่งมีอิทธิพลต่อตลาดในประเทศไทยอย่างมาก
ในปี 2006 ถึง 2010 อัตราการเติบโตของอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ได้โตถึง 10.6 % ซึ่งจะเห็นได้จากตาราง

1005574_675943042422070_261502883_n.jpg

Source: SIPA & NECTEC, Thailand ICT Market 2009 and Outlook 2010, Software Market Worth

ในช่วงปี 2009 อัตราการเติบโตของอุตสาหกรรมโตเพียงแค่ 2.3% ซึ่งถือว่าค่อนข้างต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อนหน้า โดยภายในอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ Enterprise Software Product เป็นเซกเมนต์ที่ใหญ่ที่สุดถึง 84% ของตลาด คิดเป็นมูลค่าได้ 56,062 ล้านบาท อันดับรองลงมา Mobile Application Software คิดเป็นมูลค่าได้ 3,069 ล้านบาท และ Embedded System Software คิดเป็นมูลค่าได้ 2760 ล้านบาท

1013656_675943065755401_1361088135_n.jpg

ส่วนหนึ่งของบางอุตสาหกรรมที่ได้มีการสังเกตและเข้ามาใหม่คือ cloud computing เป็น เทคโนโลยีที่มีการใช้อินเตอร์เน็ต และตัวกลางการควบคุมของเซิร์ฟเวอร์เพื่อเชื่อมต่อข้อมูลและประยุกต์ใช้โปรแกรมต่างๆ เข้าด้วยกันโดยไม่ต้องติดตั้ง ซึ่งมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงต่ออุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ได้ ตัวอย่างเช่น บริษัทซอฟต์แวร์ที่ให้บริการเกี่ยวกับการจัดการทางอินเตอร์เน็ต (ISPs) และ ผู้ผลิตฮาร์ดแวร์ซึ่งความสามารถของ cloud computing ในการให้เช่าซอฟต์แวร์บนอินเตอร์เน็ตจะทำให้ผู้บริโภคไม่มีความจำเป็นที่จะต้องจ่ายค่าใช้จ่ายในการอัพเกรดซื้อซอฟต์แวร์ใหม่ และสามารถดึงดูดบริษัทที่ต้องการจะหาวิธีการลดค่าใช้จ่ายได้อีกด้วย จะเห็นได้ว่า cloud computing เป็นระบบที่มีศักยภาพ และทางเลือกใหม่ต่อรูปแบบทางธุรกิจของระบบอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ในประเทศไทย

อุปสรรค และสิ่งที่อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ต้องเผชิญ ประการแรกก็คือการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในอุตสาหกรรมไอทีในประเทศไทย ซึ่งได้มีการจัดอันดับการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟแวร์โดยที่ประเทศไทยติดอันดับต้นๆ ของการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ของโลก เกิดขึ้นจากการขาดการบังคับใช้กฎหมายคุ้มครองลิขสิทธิ์ที่ยังไม่ชัดเจน ซึ่งซอฟต์แวร์ส่วนใหญ่ที่มีการติดตั้ง และนำไปใช้ในคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลส่วนใหญ่จะเป็นซอฟต์แวร์ที่มีการละเมิดลิขสิทธ์ ส่งผลให้เกิดผลกระทบตามมา ตัวอย่างเช่น การรับรู้รายได้จากการขายลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ที่ถูกต้องตามกฎหมาย การจัดเก็บภาษีเงินได้เข้าประเทศจากการขายซอฟต์แวร์ที่ทั้งนักพัฒนาและโปรแกรมเมอร์ รับรู้ว่าสิ่งที่ได้ทำการพัฒนาอยู่ในไม่ช้าจะถูกนำไปลอกเลียนแบบละเมิดลิขสิทธิ์ จึงทำให้เสียผลประโยชน์ และแรงจูงใจในการพัฒนาสร้างซอฟต์แวร์ใหม่ๆ ออกมา
ประการที่สอง คือ การที่ประเทศไทยยังขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะสูง ที่จำเป็นสำหรับการสนับสนุนและพัฒนาซอฟต์แวร์ รวมทั้งภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันที่มีการแข่งขันพัฒนาอย่างรวดเร็ว และจากศักยภาพการแข่งขันของคู่แข่งที่มีความได้เปรียบกว่า จะเป็นทางเลือกใหม่สำหรับนักพัฒนาซอฟต์แวร์ในการที่จะเข้าไปลงทุน และสนใจในการทำงาน ตัวอย่างเช่น ประเทศจีน อินเดีย และเวียดนาม ที่สามารถผลิตซอฟต์แวร์ในราคาต้นทุนที่ต่ำกว่า และสามารถที่จะพัฒนาทักษะนักพัฒนาซอฟต์แวร์ได้ในระดับที่สูงกว่าด้วย

1017274_675943082422066_1991684848_n.jpg

3. The Computer Services Segment of the Industry

อุตสาหกรรมการให้บริการด้านคอมพิวเตอร์ในประเทศไทย ได้ให้ความแตกต่างจากบริการด้านอื่นๆ ซึ่งประกอบไปด้วย system integration ,การให้บริการด้านระบบเครือข่าย ,การให้บริการด้านการบำรุงรักษาซอฟต์แวร์, การให้บริการด้านการบำรุงรักษาฮาร์ดแวร์ ,ศูนย์บริการข้อมูลและศูนย์บริการข้อมูลสำรอง ,ระบบ ไอทีที่เกี่ยวกับ การฝึกอบรม และการศึกษา ,ระบบ ไอที ที่เกี่ยวกับการให้คำปรึกษา และIT outsourcing
ในปี 2009 ตลาดรวมของการให้บริการด้านคอมพิวเตอร์มีมูลค่า 48,372 ล้านบาท((ดู Appendix 15) และมีการขยายตัว 2.9% ในปีค.ศ. 2010 โดยในด้านที่ปรึกษาด้านไอที คิดเป็น 19% ของมูลค่ารวมทั้งหมดของเซกเมนต์ (2,179ล้านบาท) ซึ่งมีอัตราการเติบโตที่สูงที่สุด เนื่องจากได้รับการสนับสนุนจากทั้งทางภาครัฐบาล และภาคองค์กรที่ได้ให้ความสำคัญกับการรักษาความเสถียรมั่นคง ความน่าเชื่อถือ และการรักษาความปลอดภัยของระบบไอที ยิ่งกว่านั้นแล้ว มีปริมาณความต้องการที่ปรึกษาด้านไอทีที่มากขึ้นจากภาคส่วนสถาบันทางการเงิน โดยเพื่อที่จะสามารถสร้างความได้เปรียบและพัฒนาความสามารถให้เหนือคู่แข่ง ซึ่งได้ลงทุนปรับปรุงระบบการจัดการของธนาคาร พัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินและบริการใหม่ๆออกมา ตัวอย่างเช่น (Internet banking services , mobile banking services, และระบบอื่นๆที่มีความเกี่ยวข้องในระบบการจัดการความสัมพันธ์กับลูกค้า )

1009755_675943095755398_460742235_n.jpg

1017487_675943112422063_1389782233_n.jpg

IT outsourcing มีความสำคัญในการเติบโตของตลาด เนื่องจากมีต้นทุนที่ถูกและแรงงานต้องมีทักษะความสามารถที่สูง พร้อมกับการได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลเพื่อต้องการให้ธุรกิจภายในประเทศเติบโตได้ดียิ่งขึ้น ในปี 2009 ตลาดได้ขยายตัว 16.7% และคาดหวังว่าจะโตขึ้นเรื่อยๆ ในแต่ละปีโดยแต่ละองค์กรเริ่มที่จะมองหาวิธีการปรับปรุงเพิ่มผลิตภาพ (ทักษะพิเศษ) ,เพิ่มประสิทธิภาพ,การลดต้นทุน และ การเพิ่มความสามารถทางการแข่งขันที่มากขึ้น
เซกเมนต์การให้บริการด้านคอมพิวเตอร์ที่ได้เกิดขึ้นมีทั้งจุดอ่อนและจุดแข็ง โดยจุดแข็งของเซกเมนต์คือการได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล เช่น ความหลากหลายของนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ และการได้มีการก่อตั้งหลายองค์กรเพื่อรองรับการพัฒนาในเซกเมนต์การให้บริการด้านคอมพิวเอตร์ ตัวอย่างเช่น the MICT, SIPA ,NECTEC and Software Park นอกจากนี้ยังมีนโยบายของรัฐบาลที่ช่วยกระตุ้น เช่น ไทยเข้มแข็ง และโครงการ Smart Card รวมทั้งการเจริญเติบโตของตลาด คอมพิวเตอร์ และตลาดมือถือที่โตขึ้นเรื่อยๆ และบริษัทคอมพิวเตอร์ชื่อดังของโลกไม่ว่าจะเป็น IBM HP และ Accenture ได้มีการดำเนินการผลิตในประเทศไทย ท้ายที่สุดนี้ได้มีกฎหมาย และกฎข้อบังคับที่เกี่ยวกับ ICT ตัวอย่างเช่น พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ในปี 2007 และพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อป้องกันการกระทำที่ผิดกฎหมายที่จะเกิดขึ้นกับอุตสาหกรรม

ด้านจุดอ่อนของการให้บริการด้านคอมพิวเตอร์ อันดับแรกและที่สำคัญที่สุดคือ การขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะสูง และด้านการศึกษาที่ยังไม่สามารถพัฒนาทักษะในรูปแบบการใช้คอมพิวเตอร์ และทักษะด้านภาษาอังกฤษได้ดี ซึ่งส่งผลต่อระดับทักษะในด้านความเชี่ยวชาญทางด้านไอทีที่ต่ำลงด้วย (ดู Appendix 16)

998990_675943125755395_2010786215_n.jpg

Source: Ministry of ICT, 2007

ด้านของอุปสรรคที่มีผลต่อเซกเมนต์ คือในภาวะการแข่งขันที่สูงขึ้น จำเป็นต้องลดต้นทุนการผลิต ใช้แรงงานที่มีทักษะที่สูงกว่าจากภายนอก เช่น เวียดนาม อินเดีย และจีน ประเทศที่เป็นผู้นำด้านการให้บริการด้านไอที และมีการบังคับใช้กฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์อย่างชัดเจน รวมทั้งระดับความแตกต่างที่เกิดขึ้นจากการใช้เทคโนโลยีที่ใหม่ๆ ตัวอย่างเช่น Cloud Computing และการให้บริการซอฟแวร์ผ่าน แอพพลิเคชั่น (SAAS) ซึ่งมีศักยภาพที่สมบูรณ์แบบ และเหนือกว่ารูปแบบธุรกิจที่ยังใช้ เซกเมนต์การให้บริการซอฟต์แวร์ของอุตสาหกรรม ICT โดยมี 2 เทคโนโลยีใหม่ที่จะสามารถเพิ่มการให้บริการด้านคอมพิวเตอร์ ได้แก่ เว็บโฮสติ้ง และบริการ และแอพพลิเคชั่นโฮสติ้ง นอกจากนี้ยังมีความต้องการเทคโนโลยีอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงซึ่งจะส่งผลประโยชน์ให้แก่การให้บริการระบบเครือข่าย Cloud computing และ SAAS ได้สร้างความได้เปรียบในการให้บริการด้านการประมวลผล จากข้อจำกัดเรื่อง เวลา และพื้นที่ซึ่งทำให้การบริการด้านคอมพิวเตอร์จะสามารถที่จะจัดการได้ทุกที และทุกเวลา

4. The Communication Segment of the industry

1044107_675943139088727_191170590_n.jpg

ตลาด ICT ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ได้รับอิทธิพลมาจากอุปกรณ์ติดต่อสื่อสาร และการให้บริการ เช่น ฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอร์ ซอฟต์แวร์ และการบริการ มาเป็นระยะเวลานานจะเห็นได้จากแผนภูมิวงกลมในภาคผนวก 2 ปีค.ศ.2011 การติดต่อสื่อสารคิดเป็นเพียงระยะสั้น ของสองในสาม(61.7%)ของตลาด ICT โดยรวมในปี2011
อุตสาหกรรมติดต่อสื่อสาร ได้ประกอบไปด้วยสองเซกเมนต์ คือ อุปกรณ์ติดต่อสื่อสาร และการให้บริการด้านการติดต่อสื่อสาร ได้อธิบายใน(ภาคผนวกที่ 17) ตลาดอุปกรณ์ติดต่อสื่อสาร ประกอบไปด้วย อุปกรณ์เสียง และข้อมูล (ตัวอย่างเช่น โทรศัพท์พื้นฐาน และโทรศัพท์มือถือ)อุปกรณ์เครือข่าย (ตัวอย่างเช่น อุปกรณ์หลัก และสายอินฟา) wireline (ตัวอย่างเช่น PBX/PABX,LAN Cabling) และwireless การบริการด้านการติดต่อสื่อสาร จะเกี่ยวข้องกับ fixed (เสียง และ Value added) และ บริการเสียงโทรศัพท์มือถือ (เสียง และไม่ใช่เสียง) ข้อมูลทั่วไป บริการ IP การเข้าถึงอินเตอร์เน็ต บริการมือถือที่ไม่เป็นรูปแบบเสียง

1012996_675943155755392_1424062698_n.jpg

อุปกรณ์ติดต่อสื่อสารคิดเป็น 35% ของตลาดการติดต่อสื่อสารทั้งหมด ในขณะที่ การบริการด้านการติดต่อสื่อสารคิดเป็น 65% ของตลาดการติดต่อสื่อสารทั้งหมด ที่แสดงในภาคผนวกที่ 18 ตลาดการติดต่อสื่อสารทั้งหมดได้มีอัตราการเติบโตที่คงที่ในแต่ละปี โดยเพิ่มขึ้นจาก 5.6% ในปี 2009 เป็น 9.2%ในปี 2010

21337_675943165755391_137014944_n.jpg

ในอีกมุมมองหนึ่งที่เป็นด้านลบที่เกี่ยวกับอัตราการเติบโตของการบริการด้านการติดต่อสื่อสารโดยเฉพาะ การให้บริการทางโทรศัพท์พื้นฐาน ความต้องการที่เพิ่มขึ้นสำหรับการให้บริการโทรศัพท์มือถือ ซึ่งการให้บริการโทรศัพท์มือถือมีการเติบโต และได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เนื่องมาจากการรับรู้ที่ง่ายต่อการใช้งาน สะดวกสบาย และราคาที่ถูกลงเมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อนๆ อย่างไรก็ตามถึงแม้การเติบโตจะไม่เร็วมาก แต่การบริการโทรศัพท์พื้นฐานยังอยู่ในการแข่งขันเนื่องจากความนิยมของผู้ที่ใช้บริการโทรทางไกล(STD) การติดต่อจากต่างประเทศ (ดูภาคผนวกที่ 19)

1044404_675943175755390_320908368_n.jpg

ในการให้บริการมือถือมีการให้บริการที่แตกต่างกันสองรูปแบบ คือ บริการโทรศัพท์มือถือแบบใช้เสียง (แบบรายเดือนล่วงหน้า) และการบริการโทรศัพท์มือถือแบบไม่ใช้เสียง (GPRS,SMS,MMS) อัตราการเติบโตทางการตลาดของการบริการแบบเสียงโทรศัพท์มือถือลดลง 1%ในปี 2009 เนื่องมาจากการรวมตัวกันของหลายปัจจัยที่ประกอบไปด้วย ภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ และอัตราการอิ่มตัวของตลาด

ในทางตรงกันข้าม การบริการแบบไม่ใช้เสียง ตัวอย่างเช่น SMS,MMS,อินเตอร์เน็ตบนโทรศัพท์มือถือ และการให้บริการความบันเทิงบนโทรศัพท์มือถือ ที่แสดงให้เห็นถึงการเติบโตที่สำคัญในปี 2010 คิดเป็นมูลค่า 24,598 ล้านบาท การเติบโตที่สูงอย่างเห็นได้ชัดนี้ เป็นผลมาจากความนิยม สังคมออนไลน์ ตัวอย่างเช่น Facebook , Twitter , Youtube , Foursquare , Mobile internet และแอพพลิเคชั่นผ่านทางมือถือเพื่อความบันเทิง (ดูภาคผนวกที่20)

1002957_675943195755388_1381987655_n.jpg

การให้บริการอินเตอร์เน็ตของประเทศไทยประกอบด้วย International Internet Gateway (IIG) และNational Internet Exchange ได้ทำการรวบรวม narrowband บริการอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง และอินเตอร์เน็ตไร้สาย ในปี 2009 มีแนวโน้มการเจริญเติบโต 8.8% ของตลาด คิดเป็นมูลค่า 20,840ล้านบาท (ดูภาคผนวกที่ 21) สำหรับ Voice Over the Internet Protocol หรือ VOIP market ยังมีการเติบโต 3.9% พลังที่เป็นตัวขับเคลื่อนการเติบโตของภาคส่วนนี้คือการเพิ่มความเร็วของการเชื่อมต่อในราคาที่ต่ำลง

1016162_675943209088720_871776565_n.jpg

ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่องมีบทบาทสำคัญที่ทำให้ภาคส่วนของการติดต่อสื่อสารในการเกิดนวัตกรรมใหม่ๆ เช่น เทคโนโลยี 3G และเทคโนโลยีแอพพลิเคชั่นต่างๆบนโทรศัพท์มือถือ ซึ่งเป็นตัวขับเคลื่อนภาคส่วนของการติดต่อสื่อสาร นอกจากนี้ยังมี 802.11N หรือ Wireless N Technology และ WIMAX สำหรับอินเตอร์เน็ตไร้สายความเร็วสูง มีการขยายตัวในตลาดอย่างต่อเนื่อง และยังรวมไปถึงการใช้งานของอุปกรณ์อื่นๆ เช่น Smartphone PDA และอุปกรณ์อื่น ที่เกี่ยวกับการประมวลผลของโทรศัพท์มือถือ ที่ได้เติบโตอย่างรวดเร็วภายในเซกเมนต์นี้

ในส่วนเทคโนโลยีไร้สาย Fiber Optic อินเตอร์เน็ตความเร็วสูง มีบทบาทสำคัญในการเพิ่มขึ้นของภาคส่วนอินเตอร์เน็ต นอกจากนี้เทคโนโลยีสื่อสาร นี้ ยังสามารถเชื่อมโยง และช่วยให้ติดต่อในการทำงานร่วมกันกับบุคคลอื่นๆได้โดยไม่ต้องเข้าออฟฟิต ซึ่งเป็นเครื่องมือที่สำคัญสำหรับธุรกิจในการปรับปรุง และเพิ่มผลผลิตของพนักงาน และยังสามารถช่วยลดต้นทุนทางธุรกิจลงได้เช่น การเดินทาง และค่าใช้จ่ายในด้านอสังหาริมทรัพย์

นอกจากนี้ การสนับสนุนปรับปรุงนวัตกรรมอย่างต่อเนื่องของรัฐบาล ได้ถือว่าหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดการปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพ และประสิทธิผลของอุตสาหกรรมการสื่อสารในประเทศไทยโดยรัฐบาลได้ดำเนินนโยบายต่างๆที่เกี่ยวกับ ICT เพื่อที่จะปรับปรุงความสามารถในการติดต่อสื่อสารของประเทศ “นโยบายบอร์ดแบนด์แห่งชาติ (National Broadband Policy)”ในปี 2010 ที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (MICT) ได้ร่วมกับคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม(NTC) เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับรูปแบบนโยบายอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงแห่งชาติ โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะให้บริการอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงในราคาที่เหมาะสมกับทุกพื้นที่ ซึ่งนโยบายนี้ถูกคาดการณ์ว่าจะครอบคลุมไม่น้อยกว่า 80% ของจำนวนประชากรในปี 2015 และอย่างน้อยที่สุด 95% ในปี 2020

โครงสร้างของการตลาดติดต่อสื่อสาร : ในตลาดติดต่อสื่อสารในประเทศมีการให้บริการในรูปแบบผูกขาดอยู่สองบริษัทด้วยกัน คือ องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย (TOT)ผู้ให้บริการภายในประเทศ โดยมีการจัดการการให้บริการในประเทศ และบริษัท กสท โทรคมนาคม (CAT)ซึ่งจะให้บริการเกี่ยวกับการติดต่อสื่อสารในต่างประเทศ ซึ่งก่อนหน้านี้ได้มีการฟื้นฟูระบอบประชาธิปไตยในปีค.ศ. 1992 ไปพร้อมกับการจัดการระบบภายในประเทศภายใต้การควบคุมคณะปกครองกองทัพไทย ซึ่งทหารบกได้เข้ามาการจัดการให้บริการ TOT ส่วนทหารอากาศได้เข้ามาจัดการให้บริการCAT ภายหลังเหตุการณ์ฟื้นฟูระบอบประชาธิปไตย ทั้งสององค์กรได้ผนวกรวมเข้าด้วยกันภายใต้การจัดการของกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (MICT) ดูจากภาคผนวกที่ 22

ระบบสัมปทาน : เนื่องจากตลาดโทรคมนาคมของไทยอยู่ภายใต้การกำกับดูแลและควบคุมโดย บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) (TOT)และ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) (CAT) ดังนั้น บริษัทเอกชนใดที่ต้องการจะทําธุรกิจโทรคมนาคมจําเป็นต้องทำสัมปทานกับทางTOT หรือ CAT (องค์กรที่สําคัญในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมของไทยมีอธิบายเพิ่มเติมในภาคผนวกที่ 23.) อย่างไรก็ตามการสัญญาทําสัมปทานแต่ละครั้งมีเงื่อนไขแตกต่างกันด้วยโครงสร้างโทรคมนาคมของไทยมีลักษณะเฉพาะและมีที่ความซับซ้อนมาก ตัวอย่างเช่น ผู้ประกอบการจ่ายค่าสัมปทานที่แตกต่างกันและผู้ประกอบการบางรายต้องจ่ายค่าธรรมเนียมการเข้าในขณะที่เข้ามาพร้อมกัน แต่บางรายอาจไม่ต้องจ่าย นอกจากรายรับจากการสัมปทาน TOT ต้องแบ่งรายได้ให้กับ CAT ในขณะเดียวกันรายได้จากการได้รับสัมปทานจาก CAT ก็ต้องจ่ายค่าเชื่อมต่อไปยัง TOT เป็นการแบ่งปันรายได้ของทั้ง TOT และ CAT (ดูภาคผนวก 24 สําหรับระบบสัมปทานในตลาดโทรคมนาคมของไทย)
องค์กรกำกับดูแล : เนื่องจากรัฐบาลได้ตระหนักถึงการผูกขาดของโทรคมนาคมและระบบสัมปทานที่สามารถทำลายระบบการแข่งขันได้ กทช. และ กสช.ได้ถูกจัดตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญ ในปี 1997 เพื่อดูแลควบคุมอุตสาหกรรมโทรคมนาคมและการกระจายเสียง ตามกฎหมายที่ร่างไว้ว่าด้วยหน่วยงานในรัฐบาล 
ที่เป็นเจ้าของคลื่นความถี่วิทยุในการสื่อสารโทรคมนาคม และ การกระจายเสียง โดยต้องกลับมาอยุ่ภายใต้การจัดสรรของ กทช. ไม่ก็ กสช. ตามกฎหมายที่ว่าด้วยเมื่อมีการจัดตั้ง ระบบสัมปทานของ กทช. และ กสช. จะสิ้นสุดลง โดย กทช. ได้รับการแต่งตั้งเมื่อปี 2004 ขณะที่ กสช. เป็นองค์กรที่ต้องยุติลงเนื่องจากปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง
ในรัฐธรรมนูญปี 2007 การแยกระหว่าง คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) และ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์แห่งชาติ (กสช.) ได้สิ้นสุดลง โดยกำหนดให้สถานประกอบการอยู่ภายใต้การกำกับของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. (NBTC) ขณะที่รอการก่อตั้ง กสทช. อยู่นั้น กทช. พยายามเข้ามาทำงานในนามของ กสทช. ในการกำกับดูแลอุตสาหกรรมโทรคมนาคม ตั้งแต่ที่ประเทศไทยยังไม่มี 3G (third generation) ใช้ในเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ ในเดือนกันยายน 2010 กทช. ได้เตรียมการที่จะเป็นผู้ถือการประมูลใบอนุญาต 3G (JMT 2100) แต่ก่อนการถือการประมูลใบอนุญาต กสท. (CAT) ได้ฟ้อง กทช. กับศาลปกครอง โดยอ้างว่า กทช. ไม่มีอำนาจที่เข้าร่วมการถือการประมูล โดย กสท. (CAT) อ้างว่า กสทช. (NBTC) ต้องได้รับการก่อตั้งขึ้นก่อนการถือการประมูลใบอนุญาต 3G จึงจะดำเนินการได้ ผลที่ได้คือ ในวันที่ 23 กันยายน 2010 ศาลปกครองสูงสุดได้ออกคำสั่งหยุดการประมูล 3G โดยศาลมีคำสั่งว่าผู้ประมูลต้องเป็นผู้ประกอบการของรัฐบาล (เช่น TOT และ CAT) เท่านั้น ถึงจะได้ รับอนุญาตให้ออก 3G ได้ เป็นผลให้ภายหลังการให้บริการ 3G จาก TOT และการทดลองออกของ CAT พิสูจน์ว่า 3G มีความจำกัดและการกระจายตัวที่ไม่ดี แต่อย่างไรก็ตามการดำเนินการดังกล่าวจะเริ่มไม่ได้จนกว่า กสทช. จะได้รับการแต่งตั้ง ในเดือน พฤศจิกายน 2010 เมื่อ กสทช. ได้รับการแต่งตั้งและลงมือทำงานแล้ว โครงสร้างโทรคมนาคมจะต้องถูกเปลี่ยนจากระบบสัมปทานเป็นระบบใบอนุญาต โดยสิทธิ์การทำงานของ กสทช. คือการเป็นหน่วยงานกำกับดูแลที่เป็นอิสระ ในการกำกับดูแลนโยบายระเบียบและการพัฒนาของอุตสาหกรรมโดยมี บริษัท TOT และ CAT ได้รับการดูแลภายใต้การรับรองใบอนุญาตเดียวกัน

แม้ว่าในตลาดโทรศัพท์มือถือจะมีผู้ใช้มากแต่กลุ่มโทรคมนาคมอย่างอุตสาหกรรม ICT ยังคงเผชิญหน้ากับการเข้ามาแทรกแซงสัมปทานในตลาดโทรคมนาคมจากภาครัฐ ซึ่งเป็นเจ้าของ TOT และ CAT จึงส่งผลให้เกิดการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมในอุตสาหกรรม ความล่าช้าในการใช้เครือข่าย 3G นั้นเนื่องมาจากเหตุผลทางการเมืองและกิจกรรมทางการเมืองและภัยคุกคามนี้ยังส่งผลไปยังหน่วยงานอื่นๆ จากกรณีดังกล่าวจึงทำให้พื้นที่ห่างไกลไม่สามารถเข้าถึงอินเตอร์เนตหรือเทคโนโลยีทางคมนาคมได้อย่างเต็มที่

การเผชิญต่ออุปสรรคและความท้าทายอย่างต่อเนื่องของอุตสาหกรรม ICT ของไทย

ก้าวต่อไปของการพัฒนาอุตสาหกรรม ICT ในอนาคตนั้นประเทศไทยต้องเผชิญกับความท้าทาย และ สภาวะยากลำบาก เพื่อนำไปสู่การส่งเสริมและพัฒนาเศรษฐกิจไทยตามที่ต้องการ ซึ่งความท้าทายนี้รวมไปถึงความแตกต่างของคนในสังคมในการได้รับข้อมูลข่าวสารต่างๆ รวมถึงไปถึงความไม่พอใจในการให้บริการสื่อสารทั้งในแง่ของคุณภาพและราคา ในด้านการให้บริการด้านโทรคมนาคม ซึ่งเกิดจากพฤติกรรมการควบคุมผลประโยชน์ของบริษัทที่เกี่ยวข้อง แต่ก็ต้องยอมรับว่านวัตกรรมด้าน ICT ไม่ได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เฉกเช่นการพัฒนาเครือข่าย 3G

ความแตกต่างของการเข้าถึงข้อมูล

ประเทศไทยยังมีความแตกต่างของคนในสังคมในเรื่องของการรับข้อมูล ICT ที่คนบางกลุ่มมีการเข้าถึงข้อมูลมากกว่าคนในกลุ่มอื่นๆ แต่ในภาวะ “digital divide” ประเทศไทยก็ยังมีการเข้าถึงข้อมูลมากกว่าประเทศที่กำลังพัฒนาอื่นๆ เช่น การกระจายข้อมูลทุกภูมิภาคของประเทศไทย โทรทัศน์นั้นมีการเข้าถึงทั้งประเทศประมาณ 96.3% ส่วนวิทยุนั้นมีการเข้าถึงทั้งประเทศประมาณ 58% ส่วนทางด้านของการสื่อสารทางโทรศัพท์ มีการเข้าถึงภายในกรุงเทพประมาณ 56% และ แต่ละภูมิภาคประมาณ 6 – 40% ในส่วนของโทรศัพท์มือถือมีการเข้าถึงภายในกรุงเทพประมาณ 75.5% และแต่ละภูมิภาคประมาณ 50 – 62% โดยรวมทั่วประเทศเกือบ 57 %

968973_675943229088718_2054650572_n.jpg

Source: http://www.tci.or.th/complain_stat.php#complain_stat

แต่อย่างไรก็ตาม การนำเข้าของข้อมูลในพื้นที่ต่างๆทั่วภูมิภาคยังมีน้อย เนื่องจากมีคนที่เข้าไม่ถึง และ ยังไม่ได้ใช้ ICT ยังมีอัตราส่วนที่ค่อนข้างมาก เช่น จากข้อมูลในปี 2009 ทั่วประเทศมีคนใช้คอมพิวเตอร์เพียง 29.3% และมีคนใช้อินเตอร์เน็ตเพียง 20.1% ซึ่งน้อยกว่าประเทศที่กำลังพัฒนาอื่นๆ (เช่น เวียดนาม , ฟิลิปปินส์ , มาเลเซียและจีน ) และสัดส่วนการใช้คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ต ระหว่างคนในกรุงเทพและคนในต่างจังหวัด ยังมีความแตกต่างกันค่อนข้างสูงอีกด้วย
ความพยายามของรัฐในการกำจัดความเลื่อมล้ำของการรับข้อมูลทางเทคโนโลยี

การที่จะทำให้ทั่วทั้งประเทศมีคอมพิวเตอร์และมีการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตในระยะเวลาอันสั้น เป็นเรื่องค่อนข้างยาก ซึ่งรัฐบาลได้มีการดำเนินโครงการต่างๆ และมีการสร้างกลยุทธ์ต่างๆ เพื่อช่วยให้หน่วยงานในชุมชนเข้าถึงคอมพิวเตอร์และมีการใช้อินเตอร์เน็ต แต่อย่างไรก็ตามก็ยังขาดประสิทธิภาพในเรื่องของ สารสนเทศและการสื่อสารในพื้นที่ห่างไกล ถึงแม้ว่าไฟฟ้าจะเข้าถึงทั่วประเทศ 98.1% แต่มีเพียง 9.2% เท่านั้นที่มีคอมพิวเตอร์ ซึ่งเหตุผลส่วนใหญ่คือ อาชีพหลักของคนไทยจะเป็นเกษตรกรรม คอมพิวเตอร์จึงไม่ค่อยมีความจำเป็นต่อการประกอบอาชีพเกษตรกรรม ไม่ต่างอะไรเลยกับสมุดพกธรรมดา นอกจากนี้เรื่องของการขาดการศึกษาและวิธีการใช้คอมพิวเตอร์ น่าจะเป็นสิ่งที่ทำให้มั่นใจได้ว่า ถ้ามีการพัฒนาน่าจะเป็นการลดช่องว่างของเมืองในชนบทในการใช้งานของเทคโนโลยีสารสนเทศ
ความท้าทายที่ยากลำบาก คือ การลดช่องว่างระหว่าง คนรวยและคนจน โดยเฉพาะในเขตเมืองและชนบท ซึ่งเป็นผลกระทบหลักในการพัฒนามนุษย์ในแง่ของทรัพย์สินทางปัญญา รวมทั้งสถานะทางสังคม และ เศรษฐกิจ ด้วย ซึ่งนี่คือความท้าทายหลักของประเทศไทย สำหรับการลดช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจน และ ระหว่างการได้รับการศึกษาและไม่ได้รับการศึกษาเกี่ยวข้องกับการเข้าถึงเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยมีการให้บริการอินเตอร์เน็ตและโทรศัพท์มือถือสำหรับทุกคน เพื่อเป็นการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารให้กับทุกคนในระดับเดียวกัน ซึ่งนี้จะเป็นการพัฒนาที่ยั่งยืนโดยผ่านการพัฒนา ICT ที่เป็นสิ่งที่สำคัญและพื้นฐานสำหรับการปรับปรุงคุณภาพชีวิตคนที่ยั่งยืน

เมื่อการบริการของโทรคมนาคมทำให้ประชาชนไม่พอใจมากขึ้น

เมื่อการใช้งานด้าน ICT กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตโดยเฉพาะอย่างยิ่งประชาชนที่อยู่อาศัยในเขตเมือง จึงเป็นเรื่องที่ไม่น่าแปลกใจเลยที่จะมีข้อร้องเรียนจากการใช้บริการโทรคมนาคมที่เพิ่มขึ้นในอัตราส่วนที่ประชากรเพิ่มขึ้น ข้อมูลจากสถาบันคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม (Telecommunication Consumer Protection Institute) พบว่าข้อร้องเรียนที่มาจากการให้บริการด้านโทรคมนาคมนั้นมีข้อร้องเรียนมากที่สุด ไตรมาสแรกของปี 2011 มีถึง 1,382 ข้อร้องเรียนที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการโทรคมนาคม แบ่งประเภทได้ตามภาคผนวกที่ 27

TABLE

การให้บริการโทรศัพท์เรื่องที่เป็นข้อร้องเรียนมากที่สุด ประกอบด้วย SMS,spam และค่าบริการ roaming data ที่มีราคาแพงมากสำหรับระบบที่เติมเงิน บริการอินเตอร์เนตข้อร้องเรียนที่มีมากที่สุดเกี่ยวกับความเร็วของที่แท้จริงของอินเตอร์เนตไม่สอดคล้องกับความเร็วที่ทางผู้ประกอบการโฆษณาเอาไว้และบิลค่าใช้จ่ายที่เรียกเก็บก็ผิดบ่อย บริการโทรศัพท์พื้นฐานข้อร้องเรียนที่มีมากที่สุดก็คือ การเรียกเก็บค่าใช้จ่ายที่ไม่ถูกต้อง ข้อร้องเรียนต่างๆเหล่านี้นั้นมีเพิ่มมากขึ้นเนื่องมาจากการบริการต่างๆเหล่านี้กลายเป็นสิ่งที่จำเป็นในชีวิตประจำวันและธุรกิจ

รัฐบาลพยายามที่จะลดสาเหตุที่ทำให้เกิดข้อร้องเรียน

ในปี 2007 จากความพยายามที่จะบรรเทาปัญหาทางรัฐบาลจึงได้ก่อตั้งสถาบันคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม (Telecommunication Consumer Protection Institute) ภายใต้การกำกับดูแลของ NBTC (กสทช.) เพื่อปกป้องผู้บริโภคที่ได้รับปัญหาจากการใช้โทรคมนาคมไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์บ้าน โทรศัพท์เคลื่อนที่ โทรศัพท์สาธารณะหรืออินเตอร์เนต TCI นั้นมีอำนาจที่จะตรวจสอบข้อพิพาทระหว่างผู้ให้บริการโทรคมนาคมและผู้บริโภค โดยเงื่อนไขที่ว่าผู้ให้บริการโทรคมนาคมจะต้องแก้ไขปัญหาข้อร้องเรียนภายใน 30 วัน อย่างไรก็ตามกลุ่มผู้ใช้บริการโทรคมนาคมเปิดเผยว่า บริษัทที่ให้บริการโทรคมนาคมไม่พอใจมากเนื่องจากรับรู้ว่า TCI มีความลำเอียงในการปกป้องผู้บริโภค นอกจากนี้ในกลุ่มอุตสาหกรรมโทรคมนาคมยังไม่มีมาตราการในการป้องกันข้อมูลลูกค้าบน Hardware, Software และด้านบริการ ดังตัวอย่างเช่น ยังไม่มีผู้ที่รับผิดชอบอย่างเป็นทางการในกรณีที่ software หรือ hardware ล่ม ว่าจะเป็นความรับผิดชอบขององค์กรผู้ผลิตหรือองค์กรผู้ใช้ หากได้รับการดูแลเหมือนๆกัน ปัญหาการใช้ซอฟต์เวร์ที่เป็นอันตรายก็จะไม่เกิดขึ้นกับผู้บริโภค อย่างไรก็ตามกฎหมายปกป้องผู้ใช้ software และ hardware ยังไม่ได้ถูกกำหนดขึ้นในปี 2011

ความล้าหลังในการนำนวัตกรรมเทคโนโลยีใหม่มาประยุกต์ใช้

ประเทศไทยตามหลังในหลายๆประเทศที่กำลังพัฒนาเนื่องจาก 2 ปัญหาคือ ปัญหาความพร้อมสำหรับเทคโนโลยีใหม่ๆและการนำนวัตกรรมต่างๆมาใช้ จากการที่ประเทศไทยเป็นประเทศที่เชื่องช้าต่อการรับเทคโนโลยีใหม่ๆ ทำให้ประเทศไทยถูกจัดอันดับจาก World Economic Forum ไว้ที่อันดับ 82 จาก 142 ประเทศบนพื้นฐานของเทคโนโลยีที่ทันสมัยพร้อมใช้งานในปี 2010 และประเทศไทยยังอยู่อันดับต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่าง มาเลเซีย สิงค์โปร์ อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ (ภาคผนวก 28) ในส่วนของ Firm Technology Absorption ประเทศไทยถูกจัดอันดับไว้ที่อันดับ 75 ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของโลก
ส่วนด้านดีอื่นๆ ประเทศไทยในด้าน Foreign Direct Investment (FDI)และ Technology Transfer ได้ถูกจัดอันดับไว้ที่อันดับ 32 ประเทศไทยเป็นประเทศที่น่าดึงดูดผู้ที่จะมาลงทุนในด้าน ICT ซึ่งบริษัทชั้นนำด้าน ICT หลายๆ แห่งของโลก ได้มาลงทุนในการตั้งโรงงานผลิตสินค้าอีกทั้งยังเป็นศูนย์กลางในการวิจัยอีกด้วย อย่างไรก็ตามบริษัทของไทยนั้นก็ยังคงล้มเหลวกับการที่จะนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมล่าสุดของบริษัทชั้นนำมาปรับใช้

ความพยายามของรัฐบาลที่จะเพิ่มนวัตกรรมและการนำมาใช้ของนวัตกรรม

ก่อนอื่นต้องยอมรับก่อนว่าการขาดแคลนการค้นคว้าวิจัยและการพัฒนา (R&D) จะทำให้ประเทศพ่ายแพ้ต่อการแข่งขันทั่วโลกเพราะต้องไล่ตามการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจโดยอาศัยนวัตกรรม ซึ่งรัฐบาลมีการตอบสนองต่อสถานการณ์นี้ในหลายๆด้าน อย่างแรก คือ ก่อตั้งสถาบันค้นคว้าวิจัยและพัฒนาขึ้น เช่น ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ(NECTEC), สถาบันวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมโทรคมนาคม (TRIDI) และ สํานักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (SIPA) เพื่อพยายามที่จะผลักดันให้เกิดนวัตกรรมและกระตุ้นการใช้นวัตกรรมให้เร็วขึ้น แต่อุปสรรคที่สำคัญของการเริ่มต้นนี้ คือ งบประมาณของการค้นคว้าวิจัยและพัฒนา (R&D) มีจำกัดเพียงแค่ 0.25% ของ GDP (และยังแบ่ง 60%:40% ระหว่างภาครัฐและเอกชนอีกด้วย) ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆในเอเชีย เช่น จีน (1.4%) เกาหลีใต้ (3%) สิงคโปร์ (2.2%) และมาเลเซีย (0.63%)
อันดับที่สอง ในการสำรวจความน่าดึงดูดในการลงทุนด้านวิจัยและพัฒนา จะเห็นว่ารัฐบาลให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีกับบริษัทที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศ และอิเล็กทรอนิกส์ ที่ส่งเสริมทักษะขั้นสูงด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมผ่านค่าใช้จ่ายขั้นต่ำวิจัยและพัฒนาในประเทศไทย โดยมีเงื่อนไขที่ต้องพบอย่างน้อยหนึ่งในเงื่อนไขต่อไปนี้
1. ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยของ R&D หรือ การออกแบบสำหรับ 3 ปีแรกของการดำเนินงานต้องไม่น้อยกว่า 1-2% ของยอดขายประจำปี
2. ต้องมีพนักงานต้องจบอย่างน้อยที่สุดปริญญาตรี ในสาขาวิทยาศาสตร์, วิจัยและพัฒนา , ออกแบบ หรืออื่นๆ ที่เกี่ยวกับเทคโนโลยี ไม่น้อยกว่า 1-5% ของจำนวนแรงงานรวมของงานนั้น สำหรับ 3 ปีแรกของการดำเนินงาน
3. ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยด้านการฝึกอบรมสำหรับ 3 ปีแรกของการดำเนินงานต้อไม่น้อยกว่า 1% ของต้นทุนเงินเดือน
4. ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยสำหรับการพัฒนาผู้ขาย หรือผู้รับเหมา หรือสำหรับการสนับสนุนสถาบันการศึกษา ต้องไม่น้อยกว่า 1% ของยอดขายประจำปีสำหรับ 3 ปีแรกของการดำเนินงาน

นอกจากนี้สิทธิประโยชน์ทางภาษียังรวมไปถึงการงดเว้นภาษีนำเข้าเครื่องจักร และไม่เก็บภาษีเงินได้ 8 ปี แบบไม่มีขีดจำกัดของจำนวนการลงทุน โดยการดึงดูดการลงทุนวิจัยและพัฒนาจากบริษัทระดับโลกนี้ รัฐบาลหวังเป็นอย่างยิ่งที่จะเร่งยกระดับทักษะแรงงาน และความสามารถในการแข่งขันด้านอุตสาหกรรม

ทางตันอย่างต่อเนื่องในการพัฒนาเครือข่าย 3G ที่ใช้ในทางพาณิชย์

เริ่มต้นในปี 2001 เทคโนโลยีเครือข่าย 3G มีบทบาทสำคัญในการพัฒนา ICT cluster ทั้งในประเทศที่พัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนา แต่อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ยังไม่มีเครือข่าย 3G จนถึงปี 2010 ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริง มีผู้ใช้ถึง 69 ล้านคน และมีอัตราการใช้โทรศัพท์มือถือ 100% มีผู้ใช้ Internet 24 ล้านคนแสดงถึงอัตราการแพร่กระจายที่ 35%, ผู้ใช้ Mobile Internet 12 ล้านคนแสดงถึงอัตราการแพร่กระจายที่ 17% และผู้ซื้อ Smart Phone 1.2 ล้านคนในปี 2010 ซึ่งบ่งบอกถึงการเติบโตอย่างรวดเร็วของตลาด

การที่ประเทศไทยยังขาด 3G นั้นถูกมองว่าระบบ ICT ของประเทศมีการปรับปรุงที่ล่าช้า เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน จนกระทั่งปี 2011 ประเทศไทยก็ยังคงเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศในโลกที่ยังใช้เครือข่าย 2G อยู่ ซึ่งในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญบางคนเห็นว่า การที่ไม่มีเครือข่าย 3G ใช้ในทางการค้าทำให้สูญเสียการลงทุนไปกว่า 5 หมื่นล้านบาทในระหว่างปี 2010-2011 และยังเป็นสาเหตุให้ประเทศสูญเสียรายได้ของภาคธนาคารของประเทศซึ่งเป็นผลมาจากการต้องยืมเครือข่าย 3G มาใช้

การขาดระบบ 3G ที่ใช้ในทางการค้าในปี 2011 ควรมีการตรวจสอบระหว่างหน่วยงานทั้งในมุมกว้างและแคบ ซึ่งในเดือนสิงหาคม 2010 การตัดสินของศาลตามกฎข้อบังคับของการจะเป็นผู้ควบคุมเครือข่ายนั้น กทช.ไม่มีอำนาจที่จะออก spectrum ใหม่ที่รองรับ 3G ดังนั้นประเทศไทยจะต้องรอต่อไป (ศาลกล่าว) สำหรับการดำเนินการก่อตั้ง คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. ที่เกิดจากการรวมบทบาทกันของ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์แห่งชาติ หรือ กสช. (NBC) และ คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กทช. (NTC) ก่อนที่ใบอนุญาต 3G จะถูกประกาศออกมา การพัฒนาเกี่ยวกับการพิจารณาคดีถูกกระตุ้นความคาดหวังที่จะพิจารณาเกี่ยวกับตลาดการโทรคมนาคมในประเทศไทยให้เป็นแผนที่รู้กันอย่างกว้างขวาง เพราะการก่อตั้ง กสทช. จะหมายถึงการสิ้นสุดของระบบสัมปทาน นั่นคือ ความเป็นเจ้าของของ Frequency spectrums ที่เป็นองค์กรของรัฐหลายๆ องค์กร (เช่น CAT และ TOT) จะต้องถูกโอนมาเป็นของ กสทช. เพื่อทำการจัดสรรใหม่อีกครั้ง จากผลที่เกิดขึ้นทำให้องค์กรเหล่านี้จะต้องสูญเสียรายได้ส่วนใหญ่ที่ได้จากการสัมปทานเครือข่าย 2G ให้กับธุรกิจเครือข่ายโทรศัพท์มือถืออย่าง AIS DTAC และ Truemove โดยแท้จริงแล้วผู้เชี่ยวชาญบางคนมองว่า การไม่มีระบบสัมปทานจะทำให้ CAT และ TOT ไม่สามารถอยู่รอดได้เพราะรายได้ 60-70% มาจากค่าธรรมเนียมการสัมปทาน ดังนั้น ในมุมมองของผู้สังเกตการณ์ การที่องค์กรของรัฐพยายามที่จะป้องกันการเกิดขึ้นของอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง (Broadband) ใหม่ๆ เช่น 3G ก็เพื่อที่จะรักษาผลประโยชน์จากการสัมปทานให้นานเท่าที่จะสามารถทำได้

ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านพิจารณาว่า การที่ประเทศไทยต้องรอ 3G และเทคโนโลยี mobile broadband อื่นๆ จะเป็นการชะลอการปรับปรุงใน ICT cluster นี่จะนำไปสู่ความล้าหลังทางด้านเทคโนโลยีข้อมูลและโทรคมนาคมของประเทศไทย จากที่ประเทศไม่สามารถยกระดับเทคโนโลยีใหม่ๆไปสู่ระดับเดียวกับประเทศเพื่อนบ้านได้ ท่ามกลางผลประกอบการที่ไม่ดีในหลายๆอย่าง ส่งผลกระทบในทางลบต่อการพัฒนาด้านการศึกษาของประเทศอย่างเห็นได้ชัด ส่วนประชาชนที่อาศัยอยู่ตามชนบทก็ยังคงไม่สามรถเข้าถึงเทคโนโลยีและข้อมูลได้

ความท้าทายในอนาคต Future Challenge

ตามที่ นายกฯ และคณะทำงานกระทรวง ICT ได้ทบทวนอนาคตของ ICT ตามขั้นตอนที่จำเป็นและสำคัญที่จะไปอยู่ในแถวหน้าตามความต้องการในจิตใจของพวกเค้านั้น
อันดับแรกคือ การให้ความสำคัญกับ ICT ต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และการอยู่ในอันดับที่ต่ำลงอันเนื่องมาจากปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี (อันดับ 26 ในปี 2009 เป็นอันดับที่ 39 ในปี 2011) ดังนั้นการเริ่มต้นร่วมมือกันจึงจำเป็นจะต้องเตรียมเทคโนโลยีที่ใหม่และล้ำสมัย เช่น 3G และ WiMax เป็นต้น เนื่องจาก เกือบ 100% ของอัตราการแพร่กระจายของตลาดโทรศัพท์มือถือบ่งบอกว่าเทคโนโลยี mobile broadband เช่น 3G น่าจะเป็นทางที่มีประสิทธิภาพที่จะผลักดันการเข้าถึงข้อมูลสู่พื้นที่ชนบท จากนี้ไป ต้องหาทางจัดการกับความขัดแย้งและความไม่แน่นอนทางการเมืองซึ่งทำให้
การเริ่มต้นของ 3G ถูกขัดขวาง

ในทำนองเดียวกัน WiMax เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดีสำหรับการการปรับปรุง ซึ่งรูปลักษณ์ของเทคโนโลยีแบบไร้สายมีความน่าดึงดูดอย่างมากต่อนักลงทุน เพราะไม่ต้องติดตั้งสาย cable ดังนั้นทำให้ง่ายต่อการขยายตัวเมื่อเปรียบเทียบกับเครือข่ายใช้สาย อย่างไรก็ตาม อุปสรรคสำคัญของเทคโนโลยีนี้คือความจริงที่ว่า ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตของไทยยังเป็นผู้ประกอบการแบบเดิมคือขยายเครือข่ายจากสายใต้ดิน ดังนั้นพวกเขามองว่าการปรับปรุงเครือข่ายใช้สายของพวกเขาเป็นทางเลือกที่สมควรกว่า ซึ่งแสดงถึงการเพิ่มขึ้นของการให้บริการเดิมที่มีอยู่ แทนที่จะให้การบริการที่สมบูรณ์ ทำให้ต้องได้รับการสนับสนุนใบอนุญาตจากรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผลที่ตามมาของความล้มเหลวของ 3G ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตไม่อยากตกอยู่ภายใต้การควบคุมของภาครัฐ ดังนั้น นายกฯ และผู้ร่วมงานจึงต้องครุ่นคิดถึงความเป็นไปได้และความเหมาะสมของการที่รัฐบาลจะกลายเป็นผู้ให้บริการ WiMax เอง ตามที่ได้ถูกกล่าวถึงโดยผู้เข้าแข่งขันการเลือกตั้งผู้ว่า กทม.
หนึ่งในแนวโน้มที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องทำให้ทีมงานต้องหยุดชะงัก คือความจริงที่ว่าแม้ว่าเทคโนโลยีสายใต้ดินใช้ประโยชน์ได้ช้ากว่า ใช้ต้นทุนมากกว่าในการขยาย และผู้ประกอบการเข้าสู่ธุรกิจมากขึ้น ทำให้การแข่งขันทางด้านราคาก็เข้มข้นขึ้น ประกอบกับตลาดในกรุงเทพกำลังใกล้ถึงจุดอิ่มตัว ทำให้ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตกำลังมองหาลู่ทางการขยายออกไปสู่พื้นที่ชนบท ดังนั้นประเด็นสำคัญสำหรับ นายกฯ และทีม ICT คือถ้าปล่อยแนวโน้มนี้ให้อยู่ตามลำพังในเวลานี้อาจจะไม่เพียงพอที่จะยกระดับการจัดอันดับการแข่งขันของประเทศไทย

จากคำถามที่ว่าวิธีที่ดีที่สุดที่จะขยายการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้อย่างไรนั้น ประเด็นหลักสำคัญคือการให้ความรู้แก่ประชาชนในการใช้เทคโนโลยี การให้เทคโนโลยีกับนักเรียนโดยไม่มีการสอน ซึ่งความท้าทายจะเป็นการผสมผสานเทคโนโลยีให้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาภาคบังคับ โดยสอนให้รู้จักประโยชน์ของข้อมูลที่กว้างขวางและรู้จักเรียนรู้ด้วยตัวเองผ่านอินเทอร์เน็ตควรจะเป็นกุญแจสำคัญของการปรับปรุงสำหรับประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ซึ่งยากที่คุณครูจะเข้าถึง

แนวโน้มอื่นๆของ นายกฯ และทีมงาน ICT ที่ต้องนำไปพิจารณาคือราคาฮาร์ดแวร์ที่ตกลงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่สมรรถภาพสูงขึ้น ที่สำคัญกว่านั้นคือแนวโน้มของการรวมเทคโนโลยีให้เกิดเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น ปรากฏการณ์ที่อุปกรณ์ชิ้นเดียวรวมหลายๆ ทำงานจากหลายๆ อุปกรณ์เอาไว้ เช่น iPhone รวมคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ โทรทัศน์ วิทยุ และกล้องถ่ายรูปเข้าไว้ด้วยกัน การรวมเทคโนโลยีเหล่านี้ทำให้ผู้บริโภคมีความสะดวกสบายเพิ่มมากขึ้น ประหยัดทั้งขนาดและต้นทุน ทำให้เกิดการแข่งขันข้ามอุตสาหกรรมเพราะสินค้าถูกแทนที่ได้ง่าย ตัวอย่างเช่น ผู้ผลิตคอมพิวเตอร์อย่าง Apple แข่งขันกับผู้ผลิตโทรศัพท์มือถืออย่าง Nokia ความหมายทางอ้อมของแนวโน้มนี้ นั่นก็คือเราควรจะฉกฉวยโอกาสที่จะเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของไทยจากเวลานี้ ซึ่ง นายกฯ และรัฐมนตรีต้องทำให้ชัดเจน

ทางด้านซอฟท์แวร์ก็เกิดปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ในประเทศ ทั้งๆที่การขโมยซอฟต์แวร์นั้นผิดกฎหมาย (เช่น ที่ Pantip plaza และ Fortune Town) แต่ก็ยังคงเกิดขึ้นเหมือนเป็นเรื่องปกติ ปัญหานี้ไม่ว่าจะเกิดมาจากการละเลย การคอรัปชั่น หรือความไม่ใส่ใจทรัพย์สินทางปัญญาของผู้พัฒนาซอฟท์แวร์ แต่ความจริงก็คือการกระทำนี้จะเป็นตัวขัดขวางการเจริญเติบโตของอุตสาหกรรม คงไม่มีบริษัทไหนยินดีให้เงินทุนกับโครงการแล้วเห็นกำไรจากการพัฒนาไปเป็นของผู้ที่ไม่ได้ลงทุนแต่ขายทรัพย์สินทางปัญญาของพวกเขา ซึ่งนายกฯ และทีมงานรู้ดีว่าการปรับปรุงความสามารถในการแข่งขันด้าน ICT ของประเทศจะได้รับการส่งเสริมน้อยที่สุดจากอุตสาหกรรมซอฟท์แวร์ จนกระทั่งเวลาที่รัฐบาลไทยพบแนวทางที่จะไล่ทันแนวโน้มนี้ แต่คำถามคือจะทำอย่างไร

400px-cloud_computing.svg.png

ในขณะเดียวกันก็ได้มีการเกิดขึ้นของ Cloud computing และ ซอฟท์แวร์ที่ให้บริการที่นำเสนอการพัฒนารูปแบบธุรกิจทางเลือกที่มีโอกาสมากขึ้นสำหรับการป้องกันทรัพย์สินทางปัญญาของพวกเขา ด้วยเทคโนโลยีเหล่านี้ โดยผู้ใช้ต้องเชื่อมต่อกับเซิร์ฟเวอร์ของผู้ให้บริการอยู่เสมอเพื่อที่จะใช้ซอฟแวร์ นวัตกรรมใหม่นี้ทำให้ยากมากสำหรับแฮกเกอร์ที่จะ crack และ ขโมยซอฟต์แวร์ เพราะการอนุญาตต้องถูกยืนยันทุกครั้งที่ผู้ใช้ใช้บริการ
จากตรงนั้นถึงตรงนี้

จากทั้งหมดนี้ ขณะที่การพัฒนา ICT ในประเทศไทยกำลังเติบโตในระดับปานกลาง ความท้าทายมากมายก็เกิดขึ้นในทุกส่วนของตลาด นายกฯ จึงจำเป็นต้องตัดสินใจว่าอะไรที่รัฐบาลต้องทำเพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านั้น และเตรียมวิธีแก้ปัญหา ตลอดจนให้ความสำคัญกับ ICT cluster เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันอย่างต่อเนื่องของประเทศไทยต่อไป

Unless otherwise stated, the content of this page is licensed under Creative Commons Attribution-ShareAlike 3.0 License