The Global Competitiveness Report

++The Global Competitiveness Report 2012–2013
+++Insight Report
++++Klaus Schwab, World Economic Forum

Global competitive index (GCI) เป็นเครื่องมือที่ใช้วัดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ทั้งระดับ Microeconomic และ Macroeconomic World Economic Forum (WEF) ได้เผยแพร่รายงานความสามารถในการแข่งขันในด้านต่างๆของ 144 ประเทศ ครั้งล่าสุด คือ The Global Competitiveness Report 2012-2013 Full Data Edition ซึ่งเป็นรายงานที่กำหนดให้ Global Competitiveness Index (GCI) ประกอบด้วย 12 pillars คือ
1) Institutions
2) Infrastructure
3) Macroeconomic environment
4) Health and primary education
5) Higher education and training
6) Goods market efficiency
7) Labor market efficiency
8) Financial market development
9) Technological readiness
10) Market size
11) Business sophistication
12) Innovation

flickr:9087020610

Figure 1 : เป็นการจัดกลุ่มทั้ง 12 pillars ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดความสามารถในการแข่งขัน (GCI) โดย Pillar 1-4 จะจัดอยู่ในกลุ่ม Basic requirement subindex (Key for factor-driven economies) Pillar 5-10 จัดอยู่ในกลุ่ม Efficiency enhancer subindex (Key for efficiency-driven economies) และ Pillar 11-12 จัดอยู่ในกลุ่ม Innovation and sophistication factor subindex (Key for innovation-driven economies)

flickr:9087039768

Table 1 : เป็นการจำแนกประเทศใน ASIAN รวมทั้งประเทศอินเดีย จีน เกาหลี ญี่ปุ่น ว่าอยู่ในขั้นของการพัฒนา ณ stage ใด จะพบกว่าประเทศกัมพูชาและประเทศอินเดียและเวียดนาม อยู่ Stage แรก หรือเป็นประเทศที่ยังด้อยพัฒนา ต้องเร่งพัฒนาในส่วนของความต้องการขั้นพื้นฐาน เช่น Institution, Infrastructure, Macroeconomic environment และ Health and primary education เป็นอันดับแรกก่อน ส่วนประเทศบรูไนและฟิลิปปินส์เป็นประเทศที่มีอยู่ระหว่างการพัฒนาปัจจัยขั้นพื้นฐาน เพื่อก้าวเข้าสู่ Stage 2

ซึ่ง Stage 2 เป็นกลุ่มประเทศที่กำลังพัฒนาได้แก่ จีน อินโดนีเซียและไทย ควรเน้นการพัฒนาในส่วนของ Pillar 5-10 อันได้แก่ Higher education and training, Goods market efficiency, Labor market efficiency, Financial market development, Technological readiness และ Market size ส่วนประเทศที่กำลังก้าวเข้าสู่ประเทศที่พัฒนาแล้วคือประเทศมาเลเซีย และมีสามประเทศที่ก้าวเข้าสู่ Stage 3 คือญี่ปุ่นเกาหลีและสิงคโปร์ นับได้ว่าเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว มีความต้องการพื้นฐาน การศึกษา แรงงาน การตลาด แรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยีที่พร้อม ก้าวสู่การพัฒนาขั้นสุดคือ Business sophisticationและ Innovation

จะเห็นได้ว่าประเทศไทยยังคงเป็นประเทศกำลังพัฒนา และตามหลังประเทศมาเลเซีย ญี่ปุ่น เกาหลีและสิงคโปร์ ประเทศไทยควรเร่งพัฒนาในส่วน Efficiency index ซึ่งเมื่อพัฒนาส่วนนี้ได้แล้วก็จะก้าวสู่ประเทศที่พัฒนาแล้ว จะได้เจาะเน้นการพัฒนาด้าน Innovative ต่อไป แต่หากประเทศยังไม่ตระหนักในจุดนี้ ประเทศอื่นๆเช่น จีน อินโดนีเซียอาจแซงหน้าเราไปได้ ซึ่งจากการ Ranking Global Competitiveness Index 2012-2013 จีนมีลำดับที่เหนือกว่าไทยแล้ว โดยจีนอยู่ลำดับที่ 29 ส่วนไทยอยู่ที่ 38

The global competitiveness index 2012-2013 ranking

ประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันแบบองค์รวม 10 อันดับแรกของโลก (พร้อม Score เต็ม 7 ในวงเล็บ) ได้แก่
1-Switzerland (5.72)
2-Singapore (5.67)
3-Finland (5.55)
4-Sweden (5.53)
5-Netherlands (5.50)
6-Germany (5.48)
7-United States (5.47)
8-United Kingdom (5.45)
9-Hong Kong SAR (5.41)
10-Japan (5.40)

ในขณะที่ประเทศไทยอยู่ที่อันดับ 38 (Score 4.52) คะแนนส่วนใหญ่น่าจะได้จาก GCI ใน Pillars 1-4 ซึ่งเป็น Basic requirements subindex เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่ม ASEAN ด้วยกันแล้ว เรายังตามหลังอันดับ 2-Singapore (5.67) 26-Malaysia (5.06) และ 28-Brunei Darussalam (4.87)

flickr:9084852381

ซึ่งเมื่อพิจารณา Table 2 (ไม่มีข้อมูลประเทศ พม่าและลาว) เป็นตารางเปรียบเทียบดัชนีชี้วัดความสามารถในการแข่งขันโดยทำการเปรียบเทียบประเทศในกลุ่ม Asian ทั้ง 10 ประเทศคือ ไทย มาเลยเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ บรูไน เวียดนาม กัมพูชา พม่า ลาว อีกทั้งยังมีอีก 4 ประเทศเพิ่มเข้ามาคือ ญี่ปุ่น เกาหลี จีน และอินเดีย พบว่าเมื่อทำการ Ranking โดย WEF ประเทศไทยอยู่อันดับที่ 38 ซึ่งเป็นรองประเทศสิงคโปร์ ญี่ปุ่น เกาหลี มาเลย์เซีย บรูไน และจีน และหากพิจารณาประเทศในกลุ่ม ASEAN ไทยเป็นรองประเทศสิงคโปร์ มาเลเซีย และบรูไน และเมื่อเปรียบเทียบ GCI 2011-2012 ไทยมีการไต่อันดับขึ้นมาอยู่เพียง 1 อันดับเท่านั้น

flickr:9084870565

จาก Table 3 จะพบว่าเมื่อพิจารณาความสามารถในการแข่งขันในด้าน Basic requirements ไทยอยู่อันดับ 45 ของ 144 ประเทศและอยู่อันดับ 6 ลองลงมาจาก สิงคโปร์ เกาหลี บรูไน ญี่ปุ่นและจีน แต่เมื่อพิจารณาแยกย่อยเป็น Pillar คือ Institution ไทยอยู่อันดับสามเกือบรั้งท้าย ซึ่งเหนือกว่าฟิลิปปินส์และเวียดนาม ฉะนั้นประเทศไทยควรปรับปรุงในส่วนของสถาบัน โดยเฉพาะภาครัฐบาลโดยเน้นแก้ปัญหา Corruption การบริหาร การปกครองของภาครัฐที่ไร้ประสิทธิภาพ และควรมีการพัฒนาด้าน Infrastructure ให้เพียงพอต่อความต้องการและการแข่งขันในอนาคต ส่วนด้าน Macroeconomic environment และ Health and primary education อยู่ในเกณฑ์พอใช้ซึ่งก็ควรมีการพัฒนาต่อไป

flickr:9087100016

จาก Table 4 จะพบว่าเมื่อพิจารณาความสามารถในการแข่งขันในด้าน Efficiency enhancers ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 47 จาก 144 ลองลงมาจากประเทศสิงคโปร์ ญี่ปุ่น เกาหลี จีน และอินเดียเท่านั้น โดยจุดเด่นของประเทศไทยอยู่ในหัวข้อ Market size, Goods market efficiency และ Financial market development โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหัวข้อ Goods market efficiency และ Financial market development ประเทศไทยอยู่ในอันดับได้ดี เป็นรองเพียงประเทศสิงคโปร์ ญี่ปุ่น เกาหลี และอินเดียเท่านั้น ในทางตรงข้ามประเทศไทยควรเร่งขีดความสามารถในด้าน แรงงานและ เทคโนโลยี แม้ว่าเมื่อเทียบประเทศต่างๆ ในภูมิภาคจะพบว่าหลายประเทศยังคงมีอันดับต่ำกว่าประเทศไทย ภาครัฐควรให้การสนับสนุนในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของภาคแรงงานอย่างจริงจัง นอกจากนี้ประเทศไทยควรจะต้องเพิ่มขีดความสามารถด้าน Technology เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

flickr:9084890093
จาก Table 5 จะพบว่าเมื่อพิจารณาความสามารถในการแข่งขันในด้าน Innovation and Sophistication Factors พบว่าประเทศไทย อยู่ในอันดับที่ 55 จาก 144 ประเทศ โดยประเทศญี่ปุ่น เกาหลีและ สิงคโปร์ เป็นประเทศที่สามารถทำอันดับได้ดี ดังนั้นเพื่อให้เพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว รัฐบาลควรส่งเสริม และเสริมสร้างบรรยากาศในการทำธุรกิจ และ การค้นคว้าและวิจัยเพื่อให้เกิดการพัฒนาสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ เป็นต้น

สรุป
ประเทศไทยจัดเป็นประเทศที่อยู่ใน stage 2 Efficiency driven ซึ่งมีความสามารถในการแข่งขัน (The global competitiveness Index 2012-2013) อันดับที่ 38 จาก 144 ประเทศ และจาก 12 ประเทศที่เลือกมาพิจารณาไทยยังเป็นรองสิงคโปร์ ญี่ปุ่น เกาหลี มาเลเซียและบรูไน เมื่อพิจารณาด้าน Basic requirement ไทยควรให้ความสำคัญในด้าน Institution โดยเริ่มแก้ปัญหาในเรื่อง Corruption เป็นอันดับแรก และพัฒนาศักยภาพในการบริหารงานของภาครัฐ รวมถึงการพัฒนาด้าน Infrastructure ให้เพียงพอต่อการแข่งขันในอนาคต

ส่วนความสามารถในการแข่งขันด้าน Efficiency enhancers ประเทศไทยควรเร่งขีดความสามารถในด้าน แรงงานและ เทคโนโลยี และภาครัฐควรให้การสนับสนุนในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของภาคแรงงานอย่างจริงจัง นอกจากนี้ประเทศไทยควรจะต้องเพิ่มขีดความสามารถด้าน Technology เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว และเมื่อพิจารณาความสามารถในการแข่งขันในด้าน Innovation and Sophistication Factors รัฐบาลควรส่งเสริมด้านการค้นคว้าและวิจัยเพื่อให้เกิดการพัฒนาสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ เพื่อให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ stage 3 ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่พัฒนาและมีศักยภาพทางด้านเศรษฐกิจที่เข้มแข็งนั่นเอง

Source
The Global Competitiveness Report 2012–2013
http://www.flickr.com/photos/97725219@N03/9087039768/
http://www.flickr.com/photos/97725219@N03/9087020610/
http://www.flickr.com/photos/97725219@N03/9084852381/
http://www.flickr.com/photos/97725219@N03/9087100016/
http://www.flickr.com/photos/97725219@N03/9084870565/
http://www.flickr.com/photos/97725219@N03/9084890093/

Unless otherwise stated, the content of this page is licensed under Creative Commons Attribution-ShareAlike 3.0 License