The Macintosh And Apples Digital Hub Strategy

ในปี 2001 ครบรอบ 25 ปีของการก่อตั้ง Apple Jops มีแนวคิดว่าจะให้ Macintosh เป็นศูนย์กลางแห่ง Digital โดยเขามีความเชื่อว่า Macintosh จะมีข้อได้เปรียบหลายอย่างต่อผู้บริโภคในโลกของการใช้ชีวิตแห่งยุค Digital ทั้งการใช้กล้องถ่ายภาพดิจิตอล เครื่องเล่นเพลงแบบพกพา และกล้องถ่ายวิดีโอแบบพกพา และยังไม่รวมถึงโทรศัพท์มือถือ Mac จะสามารถเป็นจุดศศูนย์กลาง เพื่อที่จะควบคุม ผสมผสาน และเพิ่มมูลค่าให้กับอุปกรณ์เหล่านี้ Jops มองเห็นว่า การควบคุมของ Apple ทั้ง Hardware และ Software จะเป็นจุดแข็งที่สำคัญของ Apple

Apple มีการปรับปรุง Product line ให้มีความทันสมัยมากขึ้นเพื่อให้เชื่อมโยงกับผู้ใช้ได้มากขึ้น แม้ว่าบริษัทจะผลิต Mac โดยเน้นเจาะตลาดกลุ่มนักวิจัย สถานการศึกษา แต่ PC รุ่นใหม่จะเน้นเจาะกลุ่ม Home consumer ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าที่มีการใช้ PC มากที่สุด จึงส่งผลให้ Apple มียอดขายที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เป็นผลมาจากการทำการตลาดที่สร้างสรรค์ และมีผลิตภัณฑ์นวัตกรรมที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น Ultra-thin Mac Air Apple จึงกลายเป็นผู้จำหน่าย PC ที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของอเมริกา ที่มี 11% share ใน Q4 ณ ปี2011 ด้วยความเข้มแข็งของบริษัท ทำให้ Apple สามารถตั้งราคาที่สูง ซึ่ง 91% ของราคา PC ที่มีราคาสูงมากกว่า 1000 $ เป็นของ Apple ทั้งหมด แต่เมื่อพิจารณาตลาดทั่วโลก Apple มี Market share คงที่มาเรื่อยๆตั้งแต่ปี 2004 และน้อยกว่า 5% ณ สิ้นปี 2011

การเปลี่ยนแปลงของ Macintosh สามารถสรุปการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ 4 ประการดังต่อไปนี้

ประการแรก Jobs ได้ทำการเปิดตัว OS (Operating system) ใหม่ คือ Max OSX โดยใช้ระบบปฏิบัติการ UNIX ซึ่งต้นทุนในการพัฒนา OSX จะอยู่ราวๆประมาณ 1$ billion ซึ่ง Apple จะมีการ upgrade Versionใหม่ทุกๆ 12-18 เดือน ซึ่งมีความถี่ในการ upgrade ดีกว่า Microsoft และ Apple ก็ค่อยๆเปลี่ยน OS ใน iPhone และอุปกรณ์อื่นใน line อีกด้วย

ประการที่ 2 ตั้งแต่ช่วงต้นปี 1990 Apple สร้าง Macs โดยใช้ CPU ของ IBM เรียกว่า Power PC . ในปี 2006 Jobs ได้ลงทุนครั้งใหญ่เพื่อเปลี่ยน Apple ให้ใช้ Intel chips และคาดว่าปีหน้า product line ทั้งหมดของ Macs จะใช้ Intel chipsทั้งหมด เนื่องด้วย Intel chips สามารถทำให้ Apple พัฒนา laptops ที่มีความรวดเร็วมากขึ้นและใช้พลังงานน้อยลง ในปี 2011 Notebook ของ Macs จำหน่ายได้มากถึง 72% เมื่อเทีบกับ 38% ณ 9 ปีที่แล้ว และเนื่องด้วย “Intel inside” Mac สามารถ run Microsoft windows โดยสามารถใช้ Window applications ได้อีกด้วย และนี่เองจะเป็นสิ่งที่ชดเชยข้อเสียเปรียบของ Mac ที่มีมาอย่างยาวนานในเรื่องของปัญหาการใช้ Windows Software

ประการที่ 3 กลยุทธ์ของ Mac ได้มีการพัฒนาในส่วนของ Applications สร้าง Program เช่น iLife suite (iPhoto, iTunes, iWeb) ในขณะเดียวกัน Apple พยายามที่จะพัฒนาโปรแกรมของเค้าเองโดยเป็นอิสระจาก Software ของ Microsoft และในปี 2003 Apple ได้พัฒนา Web browser Safari เนื่องจาก Microsoft จะไม่ทำการพัฒนา Internet Explorer ให้ Mac อีกต่อไป แต่อย่างไรก็ตาม Microsoft ยังคงพัฒนา Office program ให้กับ Macintosh อยู่ แต่ Jobs ก็ได้มีการพัฒนา iWork applications รวมถึง Pages, Keynote และ Numbers
ประการสุดท้าย กลยุทธ์ในส่วนของการจัดจำหน่ายสินค้า ร้านค้าปลีก Apple แห่งแรกตั้งอยู่ใน Mclean, Virginia ในปี 2001 Apple ไม่ต้องการให้ลูกค้าพิจารณาแค่รูป design ของ Mac เพียงอย่างเดียวเท่านั้น Jobs ต้องการให้ลูกค้าได้สัมผัสจริงมีประสบการณ์จริงจากการใช้ Apple ในปี 2011 บริษัทประมาณการไว้ว่า มากกว่าครึ่งของร้านค้าขายปลีก Mac จะมีผู้บริโภครายใหม่ มีสาขาร้านค้าขายปลีกมากถึง 300 แห่งในทั้งหมด 13 ประเทศ และมีรายได้จากการขายปลีกคิดเป็น13% ของรายได้ทั้งหมด
นักวิเคราะห์ได้ให้ความเห็นว่า กลยุทธิ์การค้าปลีกของ Apple ถือเป็นความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ นักวิเคราะห์ท่านนึงกล่าวว่า Apple จะกลายมาเป็น “The Nordstrom of Technology” และนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เชื่อว่าผลิตภัณฑ์ที่ขึ้นชื่อของ Apple กลุ่ม iPod, iPhone และ iPad จะเป็นสิ่งจูงในให้ลูกค้าเข้า Apple store และจะนำลูกค้าเข้าสู่ Mac ในที่สุด

Moving Beyond the Macintosh

Apple ได้เปลี่ยน กลยุทธ์ศูนย์กลางแห่ง Digital โดยได้เริ่มเปิดตัว iPod ในปี 2001 และหลังจากนั้นได้เปิดตัว iPhone ในปี 2007 และ iPad ในปี 2010 และ Macintosh ก็ยังคงถูกพัฒนามาเรื่อยๆ ส่วน iPod เองที่ทำให้ Apple มีชื่อเสียงโด่งดัง Jobs จึงได้ Focus ไปที่ iPod โดยเขาต้องการพัฒนา iPod ให้ใช้งานง่าย เนื่องจากยุคสมัยของเครื่องเล่น MP3 สามารถเล่นเพลงได้อย่างเดียว Jobs จึงมีแนวคิดที่จะเพิ่ม Function การใช้ให้กับ iPod แต่โดย Concept ของ iPod คือเขาต้องการให้ใช้งานง่าย และคงจะดูซับซ้อนยุ่งยากไปหากไปเพิ่ม Function ให้กับ iPod เขาจึงเลือกเพิ่ม Function ให้กับ iTunes แทน ซึ่ง iTunes สามารถเชื่อมต่อเข้ากับ PC และ iPod ซึ่งสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างลงตัว

iPod เป็นเครื่องเล่น MP3 digital ที่สามารถพกพาได้ เนื่องด้วยการ Design ที่ทันสมัย ใช้งานง่าย มีFunction เสริมมากมาย และมีพื้นที่บรรจุมาก สามารถจะบรรจุเพลงได้มากกว่า 1000 เพลงในเครื่อง ณ ราคาขายที่ $399 ในขณะที่ MP3 ทั่วไปในสมัยนั้นสามารถเล่นเพลงต่อเนื่องได้เพียงแค่ 1 ชั่วโมงเท่านั้น ด้วยนวัตกรรมของ Apple ทำให้หลายปีที่ผ่านมา Apples สามารถครองตลาด MP3 ในอเมริกาได้มากกว่า 70%

ได้มีการสร้าง iPod nano iPod รุ่นจิ๋วที่ให้ gross margins ได้มากถึง 40% ในปี 2007 ซึ่งการพัฒนา iPod nano นี้ใช้เงินลงทุนค่อนข้างสูง ครึ่งหนึ่งของเงินลงทุนใช้ไปกับ Flash memory ที่ใช้ใน iPod nano ในปี 2012 Apple จึงกลายมาเป็นผู้ซื้อ Flash memory รายใหญ่ที่สุดในโลก
iPod ยังสามารถเชื่อมโยงกับ Windows ได้ดีเท่าๆกับ Mac และยังเป็นตลาดที่เปิดมากกว่า iPod ยังมีรายได้จาก Accessory ของ iPod ไม่ว่าจะเป็น Cases ที่มีรูปแบบหลากหลาย ตามความชื่นชอบของลูกค้า หรือ accessory อื่นๆมากมาย โดยเขาประเมินว่า ทุกๆ $3 dollars ที่ใช้ไปกับ iPod ลูกค้าจะใช้ $1 ในการเลือกซื้อ accessory

Unless otherwise stated, the content of this page is licensed under Creative Commons Attribution-ShareAlike 3.0 License